Get Adobe Flash player

ความเหงา - ศจ.ดร.นันทชัย มีชูธน

ความเหงา : ความรู้สึกที่เหนือคำบรรยาย -ว้าเหว่ อ้างว้าง เปล่าเปลี่ยว โดดเดี่ยว วังเวง

ปัญญาจารย์ 4: 7-12, 2 ทิโมธี 4: 16-18,  โรม 1:6

โดย ศจ.ดร.นันทชัย มีชูธน

1. คำนำ

คนไข้คนหนึ่งได้ถามหมอประจำตัวของเขาว่า "หมอครับในความคิดของหมอ หมอว่าสิ่งที่คุกคามชีวิตของคนเรามากที่สุดคืออะไร" คำตอบของหมอทำให้คนไข้รู้สึกแปลกใจ จึงถามว่า "หมอ ผมคิดว่าน่าจะเป็นโรคมะเร็งหรือหัวใจซะอีก ทำไมหมอคิดว่าเป็นโรคเหงาล่ะครับ" หมอตอบง่าย ๆ ว่า "เพราะอาการพวกนี้หมอเองก็รักษาไม่ได้"

บัตรบรรณารักษ์ในหอสมุดแห่งชาติที่ประเทศอังกฤษระบุว่าหนังสือเกี่ยวกับความเหงานั้นมีมากกว่าหนังสือเล่มใด ๆทั้งสิ้น

สายด่วนวันรุ่น วายเอฟซี บันทึกว่าในปีที่ผ่านมา(2011) มีคนโทรมา 3679 ครั้ง ปัญหาอันดับแรกของคนที่โทรเข้ามาคือ ความเหงา 3000ายอยู่ในช่วงอายุ 20-26 ปี และในจำนวนนี้เป็นพุทธ 3277 ครั้ง คริสต์ 394 ครั้ง ศาสนาอื่น อีก 8 ครั้ง

บางคนเหงาขนาดหนักจนถึงกับจูบหน้าตัวเองในกระจกเงาในห้องน้ำก่อนออกจากบ้านไปทำงาน

ในสหรัฐอเมริกามีหุ่นเหมือนคนทุกประการวางขาย พอเป่าลมเข้าไป แล้วเอามาวางนั่งใกล้ ๆ พอเป็นเพื่อนแก้เหงาได้

* ความเหงาเป็นปัญหาของคนในยุคโลกาภิวัฒน์

* ความเหงาเป็นปัญหาที่มนุษย์ในยุคปัจจุบันประสบอยู่อย่างรุนแรง

* ความเหงาเป็นความรู้สึกของคนไทยในยุคนิกส์(NICS –Newly Industrialized

Countries ประเทศอุตสาหกรรมใหม่)

* ความเหงาเป็นปัญหาของผู้คนในศตวรรษนี้และศตวรรษหน้า

* เป็นอาการทางใจของมนุษย์ในยุคคอมพิวเตอร์

*ความเหงาในจิตใจเกิดจากการปล่อยให้วัตถุนิยมรุกเข้าครอบงำจนพื้นที่ที่เป็นส่วน

สำคัญของชีวิตอย่างเช่นความสนใจทางศาสนาและความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลต้อง

เสียความสมดุลไป

2. พระคริสตธรรมคัมภีร์สอนถึงเรื่องนี้ไว้อย่างไร ?

พระคัมภีร์เดิมกล่าวไว้ว่ามนุษย์ที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้นไม่เหมาะที่จะอยู่คนเดียว พระเจ้าไม่ทรงมีพระประสงค์ให้คนเราอยู่คนเดียวไม่ว่าจะเป็นชีวิตคริสเตียนหรือชีวิตของมนุษย์ในสังคมปัจจุบัน

ปัญญาจารย์ 4:7 "แล้วข้าพเจ้าเห็นอนิจจังภายใต้ดวงอาทิตย์อีก" ปัญญาจารย์ 4:8 "คือ คนหนึ่งอยู่ตัวคนเดียว แต่เขาทำการงานไม่หยุดหย่อน เขาไม่เคยคิดว่า "ข้าตรากตรำทำงาน แต่ตัวข้าอด ๆ อยาก ๆ เพื่อผู้ใด" ปัญญาจารย์ 4:10 "ด้วยว่าถ้าคนหนึ่งล้มลง อีกคนหนึ่งจะได้พะยุงเพื่อนของตนให้ลุกขึ้น แต่วิบัติแก่คนนั้นที่อยู่คนเดียวเมื่อเขาล้มลง และไม่มีผู้อื่นพะยุงยกเขาให้ลุกขึ้น

เปาโลกล่าวไว้ใน 2 ทิโมธี 4:16 ว่า "ในการแก้คดีครั้งแรกของข้าพเจ้านั้น ไม่มีใครเข้าข้างข้าพเจ้าสักคนเดียว เขาได้ละทิ้งข้าพเจ้าไปหมด ขอโปรดอย่าให้พวกเขาต้องได้รับโทษเลย"

เปาโลบอกว่า "ไม่มีใครเข้าข้างข้าพเจ้าเลยสักคน" "เขาได้ละทิ้งข้าพเจ้าไปหมด"

พระเยซูคริสต์เองได้ทรงประสบกับการถูกทอดทิ้ง "พระเจ้าของข้าพระองค์ ไฉนทรงทอดทิ้งข้าพระ องค์เสีย"(มธ.27:46)

3. ความจริงบางประการเกี่ยวกับความเหงา

จะว่าไปแล้วเราทุกคนอยู่ในอาการเหงาได้ด้วยกันทั้งนั้น  พระเยซูคริสต์ทรงประสบมาแล้ว .เปาโลเองก็เคยโดนความเหงาเล่นงานมาแล้ว ความเหงามาเยือนทั้งคนหนุ่มสาวและสูงอายุ แม้แต่เด็กๆ ก็รู้สึกเหงาได้ด้วยเช่นกัน ไม่ว่าคนมีการศึกษา หรือไร้การศึกษา หญิงหรือชาย เศรษฐีหรือยาจก กษัตริย์หรือสามัญชนก็เผชิญกับความเหงาได้เท่าๆกัน ความเหงามาเยือนคุณได้ทุกขณะ นับวันคนในโลกนี้ยิ่งเผชิญกับความเหงามากขึ้นทุกที ยิ่งโลกเรามีความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมากเท่าใด คนเราก็ยิ่งพบกับความเหงามากขึ้นเท่านั้นเป็นเงาตามตัว ดร.เลวิส อาจารย์ซึ่งจากโลกนี้ไปแล้วได้กล่าวไว้ว่า “คนร่ำรวยมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเท่าใด คนยากจนก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น ยิ่งมีสิ่งอำนวยความปลอดภัยมากขึ้น ชีวิตของคนเราก็ยิ่งดูไม่ปลอดภัยมากขึ้นเช่นกัน”

ดร.ซีมานด์ส(Dr.Seamands) อาจารย์ที่เคยสอนผมกล่าวไว้ว่า "มนุษย์รู้ทุกอย่างเกี่ยวกับชีวิต แต่มีอยู่อย่างหนึ่งที่มนุษย์ไม่รู้ นั่นคือ เราจะดำรงชีวิตให้มีความสุขอย่างแท้จริงได้อย่างไร" ด้วยเหตุผลที่กล่าวมานี้ คริสตจักรของพระเยซูคริสต์ควรจะทำความเข้าใจและติดตามสภาพปัญหาของสังคมเมืองใหญ่ที่เราอาศัยอยู่ในปัจจุบันนี้ ถ้าเราจะนำข่าวประเสริฐไปแบ่งปันกับคนที่อยู่ในเมืองใหญ่ หรือดำเนินชีวิตคริสเตียนที่สำแดงพระคริสต์ในชีวิตของเรา เราต้องรู้ว่าเราควรทำอย่างไร

หากพระคริสต์ประทับอยู่ในประเทศไทยเวลานี้ พระองค์จะทรงทำอะไรกับความเหงาในจิตใจของคนไทยหลายๆคน พระองค์จะทรงทำอย่างไรกับคนป่วยในโรงพยาบาลที่ความเหงาเกาะกุมใจเขาอย่างรุนแรง พระองค์จะทรงทำอย่างไรกับผู้สูงอายุที่ถูกปล่อยทิ้งไว้กับเด็กๆในภาคอีสาน เพราะลูกหลานทิ้งถิ่นไปหาเงินทองเพื่อเลี้ยงชีพ พระองค์จะทำอย่างไรกับคนชราที่บ้านบางแค พระองค์จะทรงทำอย่างไรกับผู้สูงอายุที่เดินตามยุคโลกาภิวัฒน์ไม่ทัน คนรุ่นใหม่พากันเต้นตามเสียงกลองและจังหวะใหม่ของยุคโลกาภิวัฒน์ ญาติผู้ใหญ่ของเราเต้นตามไม่ทันและถูกทิ้งให้เหงาอยู่ในบ้าน  สมาชิกจำนวนไม่น้อยในคริสตจักรก็เหงาเหมือนกัน  คุณคิดว่าพระเยซูจะทรงทำอย่างไรหากพระองค์ทรงประทับอยู่ในประเทศไทยเวลานี้

4. คนชนิดไหนที่เหงาได้ง่าย

ปัญหาสังคมและเศรษฐกิจในยุคปัจจุบันกดดันให้คนเราแยกร่างและจิตใจออกจากกันมากขึ้นทุกที บางคนมีครอบครัวก็เหมือนไม่มี พ่อแม่บางคนต้องแยกกันไปทำงานในต่างแดน เช่นพ่อไปทำงานที่ซาอุฯ แม่ไปเป็นแม่บ้านที่ฮ่องกง ลูกๆถูกส่งเข้าเรียนในโรงเรียนประจำ ดังนั้น ความเหงาจึงไม่เพียงแต่เกิดขึ้นกับผู้ใหญ่หรือผู้สูงวัยเท่านั้น แม้แต่เด็กๆก็รู้สึกเหงาเป็นเหมือนกัน

ความเหงาใช่ว่าจะมาเยือนแต่คนในครอบครัวเท่านั้น แต่มันเข้ามาเยือนคนในคริสตจักรด้วย คริสตจักรที่ใหญ่มากๆ สมาชิกในคริสตจักรก็ยิ่งสัมผัสกับความเหงามาก ยิ่งคริสตจักรมีคนมากเท่าใด สมาชิกก็ยิ่งพบความเหงามากขึ้นด้วย  คนเราไม่เพียงแต่ตัวแยกกันเท่านั้น แต่เรายังรู้จักกันอย่างผิวเผินจนไม่กล้าแบ่งปันสิ่งที่อยู่ลึกในจิตใจต่อกันและกันและต่อพระเจ้า ด้วยเหตุนี้เ สังคมทุกวันนี้จึงต้องมีคลับ ชมรมหรือสโมสรต่างๆอยู่มากมาย เช่น สโมสรไลอ้อนโรตารี่ ชมรมสุขภาพ ฯลฯ นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มต่างๆที่สังคมจัดตั้งขึ้นเพื่อเราทั้งหลายจะได้ร่วมแบ่งปันสิ่งที่คนสนใจกันจริงๆ

5. ทำไมคนเราจึงเกิดความเหงา

ประการที่ 1 นักสังคมศาสตร์บอกว่ามนุษย์เราเป็นสัตว์สังคม หรือถ้าจะพูดให้ถูกต้องชัดเจนก็คือ พระเจ้าทรงสร้างเราให้มีธรรมชาติที่ไม่สามารถอยู่คนเดียวได้นาน

ประการที่ 2 เราได้รับการทรงสร้างให้มีความสุขถ้าได้พบปะพูดคุยกันในสังคม มีคนไปถามพระสงฆ์ที่ออกกเดินธุดงค์ปลีกวิเวกว่าเหงาหรือไม่ และคำตอบที่ได้คือไม่เหงา แต่ถึงกระนั้นพระสงฆ์เหล่านั้นก็ยังต้องมีสังคมของสงฆ์เพื่อสนทนาธรรมกัน และยังปรารถนาให้ชาวบ้านถวายภัตตาหารและฟังธรรมกัน

ประการที่ 3 มนุษย์เราได้รับการทรงสร้างให้มีความสามารถในการถ่ายทอดความคิดของตนไปยังอีกคนหนึ่งโดยใช้ภาษาเป็นสื่อ เราถูกสร้างให้เป็นทั้งนักพูดและนักฟัง เราถูกสร้างให้อยู่ร่วมกับคนอื่นๆ แต่ดูเหมือนว่า ปัจจุบันนี้มีน้อยคนนักที่ให้ความสนใจในการฟังคนอื่น คนในยุคนี้อยากพูด แต่มีน้อยคนที่อยากฟัง มีคนพูดมาก แต่มีน้อยคนที่อยากฟัง

ผมเคยไปขอใบรับรองแพทย์จากคลินิกที่จตุจักร หมอบอกให้ผมยืนกางขา แล้วเอามือวางบนโต๊ะ ผมก็ทำตาม ภายใน 3 วินาที เสียค่าใช้จ่ายเพียง 10 บาทก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย ไม่มีปฏิสัมพันธ์ใดๆ (1) กางขา (2) กางแขน (3) จ่าย 10 บาท ชีวิตของมนุษย์เราดูเหมือนถูกยุบลงเหลือเพียงตัวเลขจำนวนหนึ่งเท่านั้น คุณจำตัวเลขอะไรได้บ้าง เลขบัตรเอทีเอ็ม? เลขบัตรเครดิตวีซ่า? เลขบัตรใบขับขี่รถยนต์ เลขตู้ ป.ณ. เลขตู้เซฟธนาคาร เลขรหัสกระเป๋าทำงาน รหัสอีเมล เลขสมุดบัญชีเงินฝากธนาคาร หมายเลขโทรศัพท์ เลขที่บ้าน เลขรหัสกุญแจเข้าบ้าน จนบางครั้งยืนงงอยู่ตรงหน้าตู้ที่ต้องไขกุญแจเพราะจำตัวเลขไม่ได้

เทคโนโลยีและความเจริญแบบนิกส์เจาะจงให้เราหันหน้าเข้าหาเครื่องจักร กระดาษพิมพ์ และหลอดแก้วทดลองมากกว่าหันหน้าเข้าหาคน ฟังคน รับรู้ทุกข์สุขของคน จนมีคำกล่าวว่า คนสมัยนี้เข้าใจเครื่องจักรมากกว่าเข้าใจมนุษย์ เราสนใจแต่ตัวเอง สิทธิส่วนบุคคลที่เราพึงมีจนเรานำมาใช้แบ่งเขต และกั้นมนุษย์ให้อยู่ในกรอบของสิทธิ ยกตัวอย่างเช่น นักศึกษาคนหนึ่งเขียนป้ายที่ห้องพักในหอพักของเขาว่า "ผมเป็นแค่บัตรคอมพิวเตอร์ อย่าฟังผม ไม่ต้องยุ่งกับผม ไม่ต้องสนใจผม ไม่ต้องมาแคร์ผม"

6. แล้วคริสเตียนจะทำอย่างไรในเชิงปฏิบัติ ?

คริสเตียนควรแสดงถึงความห่วงหาอาทรต่อพ่อแม่พี่น้อง เพื่อนและคนรอบข้าง หากคุณประพฤติปฏิบัติได้อย่างถูกต้องเหมาะสม คุณจะแตะจุดที่สังคมต้องการมากที่สุด คริสเตียนควรทำแบบเดียวกับพระเยซูคริสต์ นั่นคือสละชีวิตและสิทธิอันพึงมีพึงได้ของตน และทุ่มเทความสนใจของคุณเพื่อเข้าถึงจิตใจของคนในยุคนี้ เราต้องเข้าไปอยู่ในโลกแห่งความนึกคิด โลกสังคมชุมชนของคนทั้งหลายให้ได้ หากคริสตจักรทำได้สำเร็จ คริสตจักรก็จะไปถึงจุดที่เป็นความปรารถนาของคนทั้งหลายในเวลานี้

คริสเตียนในยุคปัจจุบันต้องสำแดงออกถึงความเชื่อของตนด้วยความเข้าใจและให้ความสนใจคนอื่นๆให้มากขึ้น เราต้องก้าวเข้าไปอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยคำถาม ข้อสงสัยที่ติดแน่นอยู่ในสมองและความคิดของคนทั้งหลาย เพื่อเราจะได้เข้าใจถึงความรู้สึกนึกคิดของคนเหล่านั้นให้มากขึ้น

คนในยุคสมัยนี้น่าจะได้ยินพระเจ้าตรัสแก่เขาว่า "เรารักเจ้า" "เราห่วงเจ้า" และ “แม้นในโลกนี้มีเจ้าอยู่เพียงคนเดียว เราก็ยังรักและห่วงหาอาทรเจ้า”

พี่น้องที่รัก พระเจ้าทรงเป็นพระผู้สร้างเราทั้งหลาย  ด้วยเหตุนี้เราจึงเป็นผลการทรงสร้างที่พิเศษของพระองค์ เราไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่ออาชีพการงาน หรือเพื่อเงิน หรือเพื่อภรรยาหรือสามีเท่านั้น  เรามิได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อศึกษาหาความรู้ หรือเพื่อเพื่อนต่างเพศ-แฟน หรือเพื่อประโยชน์ของเราเองเท่านั้น แต่เราได้รับการทรงสร้างเพื่อเป็นของพระเจ้า นกถูกสร้างขึ้นเพื่อคู่กับฟ้า ปลาถูกสร้างขึ้นเพื่อคู่กับน้ำ นกจะเหงาขนาดไหนถ้าไม่มีฟ้า ปลาจะอยู่ได้อย่างไรถ้าไร้น้ำ มนุษย์เราไม่ได้เกิดมาเพื่ออยู่โดดเดี่ยวตามลำพัง เราไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อตัวเอง คุณและผมต้องการการยอมรับ เราปรารถนาที่จะเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนที่เราอยู่ เราคงจะหาความสุขได้ยากหากคนรอบข้างในชุมชนที่เราอาศัยอยู่ไม่ยอมรับเรา

7. ความเหงากับการอยู่ตามลำพังนั้นต่างกัน

บางคนคิดว่าความเหงากับการอยู่โดยลำพังนั้นเหมือนกัน คนเราบางทีก็อยากอยู่คนเดียวบ้าง อย่างนี้ไม่เรียกว่าเหงา เพราะการแยกตัวไปทำอะไรตามลำพังคนเดียวบ้างก็เป็นสิ่งที่ดี  เช่นการแยกตัวออกไปคิดใคร่ครวญถึงชีวิตของเรา หรือเพื่ออธิษฐาน พระคัมภีร์บอกเราว่าพระเยซูทรงตื่นแต่เช้าตรู่เพื่ออธิษฐาน พระองค์ทำเช่นนี้เพื่อรับกำลัง รับความเข้าใจและรับปัญญาจากพระเจ้า ก่อนที่พระเจ้าจะทรงใช้ใคร พระองค์จะทรงนำให้คนนั้นมีโอกาสอยู่ตามลำพังกับพระองค์เสมอ เช่น อับราฮามพบพระเจ้าที่เมืองฮาราน โมเสสพบพระเจ้าที่ทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ในเมืองมีเดียน ยาโคบพบพระเจ้าที่เมืองเบธเอล ยอห์นได้รับนิมิตจากพระเจ้าบนเกาะปัทมอส เปาโลพบพระคริสต์ระหว่างทางไปยังเมืองดามัสกัส

ความเหงานั้นมีอยู่ 2 ประเภทคือ

1. เหงาภายนอก                                     2. เหงาภายใน

ความเหงาภายนอกมักเกิดขึ้นกับกลุ่มคนที่ต้องใช้ชีวิตอยู่อย่างสันโดษ เช่นคนเลี้ยงแกะ แขกยาม คนที่อยู่กลางทะเลทรายอันอ้างว้าง คนที่ใช้ชีวิตอยู่บนภูเขาสูง นายพรานที่อยู่ในป่าลึก ฯลฯ  แต่โรคเหงาที่เรากำลังพูดถึงนี้เป็นความรู้สึกที่อยู่ข้างใน แม้อยู่ท่ามกลางผู้คนมากมายเราก็ยังรู้สึกเหงาอยู่ข้างใน หลายคนแม้อยู่ในคริสตจักรก็ยังรู้สึกเหงาอยู่ข้างใน สมองรับรู้ว่าเราเป็นของพระคริสต์แต่ความรู้สึกภายในจิตใจบอกว่าเราไม่ได้เป็นของพระเจ้าหรือของคริสตจักร บางคนร่วมในกิจกรรมต่างๆของคริสตจักรแต่ไม่รู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของคริสตจักร รู้สึกว่าตนไม่ใช่คนสำคัญแต่อย่างใด ไม่อยากเกี่ยวข้องหรือมีสามัคคีธรรมกับใคร อยากอยู่แต่ในโลกของตนเอง เราจะแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร ?

โรม 1:6 บอกเราว่าเราได้รับการทรงเรียกจากพระเจ้าให้เป็นคนของพระเยซูคริสต์

มัทธิว 11:28 บรรดาผู้เหน็ดเหนื่อยและแบกภาระหนักจงมาหาเรา เราจะให้ท่านหายเหนื่อยเป็นสุข

มัทธิว 28:19-20 เราจะอยู่กับท่านทั้งหลายเสมอไปตราบจนสิ้นยุค

พระเยซูทรงลิ้มรสความเหงามาก่อน พระองค์จึงทรงเข้าใจความรู้สึกของคุณและของทุกคนในโลกนี้  ครอบครัวของพระองค์หาว่าพระองค์วิกลจริต คนทั้งหลายพากันละทิ้งพระองค์ สหายของพระองค์ปฏิเสธพระองค์ สาวกของพระองค์บอกว่าไม่รู้จักพระองค์ในยามที่ทรงต้องการเขา พระองค์ทรงโดดเดี่ยวอยู่ในถิ่นทุรกันดาร ในสวนเกทเสมนี พระองค์ทรงเผชิญกับความทุกข์เจ็บปวดและความโดดเดี่ยวอย่างเดียวดายบนกางเขน พระองค์ทรงสู้กับความรู้สึกเหล่านี้แทนคุณและผม และได้ทรงมีชัยชนะแทนคุณและผมแล้ว

คริสตจักรควรเป็นบ้านของคนที่ว้าเหว่ และคริสเตียนควรจะช่วยคนที่ว้าเหว่ด้วยการสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับเพื่อน ญาติพี่น้องและคนอื่นๆ ให้เรากล้าที่จะออกจากขีวิตของเราเพื่อเข้าไปสนใจในชีวิตของคนอื่น

ถ้าเราคิดจะอยู่เพื่อตัวเราเอง เราก็จะรู้สึกว้าเหว่เป็นที่สุด แต่ถ้าเรายอมเป็นของพระคริสต์และของกันและกัน เราจะมีสันติสุขในจิตใจ คุณอยากเป็นของพระเยซูคริสต์หรือไม่ ? จงอธิษฐานทูลทุกสิ่งที่อยู่ในใจของคุณต่อพระองค์

ผู้รับใช้หญิงของพระเจ้า (ตอนที่ 5) - ศจ.ดร.บัวขาบ รองหานาม

ผู้รับใช้หญิงของพระเจ้า ในยุคศตวรรษที่ 20 (ตอนที่ 5)

เขียนโดย ศจ. เชอรี่  เพ็กกี้

ศจ. ดร. บัวขาบ รองหานาม -แปลและเรียบเรียง

_____________________________________________________________________________________

แม่ชีเทเรซ่าเป็นสตรีอีกท่านหนึ่งที่ทำหน้าที่ปรนนิบัติรับใช้พระเจ้าจนได้รับการขนานนามว่า “ของขวัญจากพระเจ้าในหมู่คนที่ยากจนที่สุด”  และเรียกขานเธอว่า“นักบุญของชาวสลัม”ในศตวรรษที่ 20  สันตะปาปาจอห์นปอลที่ 2 กล่าวยกย่องว่าเธอเป็นสัญลักษณ์ของผู้หญิงแห่งประวัติศาสตร์ในศตวรรษที่ 20  และยังมีคำชื่นชมต่างๆอีกมากมาย  แต่สำหรับแม่ชีเทเรซ่า  หากเธอยังมีชีวิตอยู่ในเวลานี้  เธอจะขอร้องว่าอย่าพูดเช่นนี้เลย และเธอจะกล่าวอย่างชาญฉลาดว่า “นี่ไม่ใช่งานของฉัน แต่เป็นงานขององค์พระผู้เป็นเจ้า  ฉันเป็นเพียงดินสอแท่งเล็กๆ ที่อยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์”  ..พระเจ้าทรงสำแดงความรักของพระองค์แก่โลกผ่านทางการกระทำของเรา!

แม่ชีเทเรซ่า มีชื่อจริงว่า แอ็กเนส  โบจาวิน (Agnes Bojavhin) เกิดที่เมืองสโกเปีย(Skopje) ปัจจุบันคือประเทศมาซิโดเนีย  เมื่อเธอเติบโตขึ้น เธอชื่นชมเรื่องราวชีวิตของมิชชันนารีคนหนึ่งและการรับใช้พระเจ้าของเขา  เธอได้รับการทรงเรียกให้รับใช้พระจ้าเมื่อเธอมีอายุได้ 12 ปี  เธอได้รับการเลี้ยงดูในครอบครัวคาทอลิก และเธได้อออกจากบ้านไปอยู่กับคณะแม่ชีชื่อซิสเตอร์ ออฟ ลอเร็ตโต(Sisters of Loretto) เมื่อเธออายุได้ 18 ปี  นับแต่นั้นเป็นต้นมา เธอไม่ได้พบหน้าแม่และพี่สาวอีกเลย  แอ็กเนสได้ปฏิญาณตนเพื่อดำรงตนเป็นซิสเตอร์อยู่ในสมณเพศและได้นามใหม่ว่า “เทเรซ่า” ตามชื่อนักบุญอุปถัมภ์ของเธอ  เธอเริ่มต้นจากการสอนเด็กๆ ในโรงเรียน และรู้สึกว่าความยากจนที่มีอยู่เต็มไปหมดในเมืองกัลกัตตา(ประเทศอินเดีย)นับวันยิ่งรบกวนจิตใจเธอมากขึ้นทุกที  ที่เมืองนี้เองที่พระเจ้าได้ทรงจัดวางตัวเธอสำหรับพันธกิจการให้ความช่วยเหลือสงเคราะห์คนที่ยากไร้  วันหนึ่ง ระหว่างที่เธอนั่งรถไฟไปยังเมืองดาจีลิ่ง (Darjeeling) เธอมีประสบการณ์กับพระเจ้าซึ่งเธอเรียกว่า “การทรงเรียกในการทรงเรียก” เธอได้รับพระบัญชา “ให้ออกจากคอนแวนต์(ที่พำนักของคณะซิสเตอร์)และไปช่วยคนยากจน”

แม่ชีเทเรซ่าเริ่มทำงานอยู่ท่ามกลางคนยากจนในปี ค.ศ.1948  เธอเขียนลงในสมุดบันทึกส่วนตัวของเธอว่าปีแรกๆ ของการทำงานนั้น เธอต้องประสบกับปัญหาอุปสรรคต่างๆมากมาย  เธอไม่มีทั้งรายได้และแหล่งที่จะได้มาซึ่งอาหาร เธอบอกว่าคนทั้งหลายพากันระแวงสงสัยในตัวเธอ และเธอรู้สึกโดดเดี่ยวเหลือเกิน เธอถูกทดลองจนรำๆอยากจะหวนกลับไปยังคอนแวนต์ที่แสนสุขสบายอยู่หลายครั้ง

แม่ชีเทเรซ่าเป็นสตรียุคศตวรรษที่ 20 ที่สัตย์ซื่อ สุภาพ ถ่อมตน เปิดเผยและมุ่งมั่นในการทำพันธกิจขององค์พระผู้เป็นเจ้า เธอไม่หวั่นไหวต่ออุปสรรคใดๆทั้งสิ้น เธออุทิศตนทำทุกอย่างที่พระเจ้าทรงเรียกให้เธอทำอย่างทุ่มเท ความรักความศรัทธาและการเชื่อฟังพระเจ้าของแม่ชีเทเรซ่าได้ขับเคลื่อนให้พันธกิจของพระองค์ก้าวไปข้างหน้าอยู่ตลอดเวลา เธอเป็นแรงบันดาลใจของคนที่อุทิศตนให้กับการช่วยเหลือคนยากไร้ในรุ่นหลังๆอยู่ไม่น้อย

เมื่องานที่ทำนั้นได้ขยายออกไปและคนยากจนที่มาขอรับความช่วยเหลือก็มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น แม่ชีเทเรซ่าได้ทำเรื่องไปยังวาติกันเพื่อขอให้ส่งแม่ชีให้ไปช่วยงานด้านสังคมสงเคราะห์เพิ่มมากขึ้น  แม่ชีเหล่านั้นคือมิชชันนารีที่ทำงานด้วยความรักและความเมตตา  และงานที่พวกเขาทำนั้นคือการช่วยเหลือคนที่หิวโหย คนตัวเปล่า  คนไร้บ้าน  คนพิการ  คนตาบอด  คนโรคเรื้อน  คนถูกทอดทิ้ง  คนที่ไม่มีใครรักและให้ความสนใจ เขาเหล่านั้นกลายเป็น “ภาระของสังคมและใครๆก็พากันรังเกียจ” ปัจจุบันนี้ มีซิสเตอร์และผู้หญิงมากกว่า 4 พันคนจากหลายเชื้อชาติกำลังทำพันธกิจสงเคราะห์ผู้ยากไร้อยู่ใน 5 ทวีปซึ่งพันธกิจที่ทำนั้นครอบคลุมไปถึงสถานสงเคราะห์คนติดเชื้อเอชไอวี คนเป็นโรคเรื้อน วัณโรค ตอลดจนโครงการให้คำปรึกษาแก่เด็กและครอบครัว สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าและโรงเรียนต่าง ๆ

แม่ชีเทเรซ่ากล่าวว่า “ความทุกข์ยากที่แย่ที่สุดไม่ใช่ความหิวโหย  ไม่ใช่โรคเรื้อน แต่เป็นความรู้สึกว่าไม่มีใครต้องการ ใครๆก็ปฏิเสธ และถูกทอดทิ้ง”

ในสังคมที่มั่งคั่งร่ำรวยของโลกตะวันตก  แม่ชีเทเรซ่าพบว่าสภาพการณ์ที่เลวร้ายที่สุดก็คือความโดดเดี่ยวว้าเหว่  เรากำลังเสาะหาคนทั้งหลายที่พระเยซูคริสต์ได้ทรงเลือกสรรด้วยพระองค์เองเป็นการเฉพาะ ดังหนังสือมัทธิว 25:34-40 ได้กล่าวไว้ว่า “ขณะนั้น พระมหากษัตริย์จะตรัสกับพวกผู้ที่อยู่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระองค์ว่า 'ท่านทั้งหลายที่ได้รับพรจากพระบิดาของเรา จงมารับเอาราชอาณาจักรซึ่งเตรียมไว้สำหรับท่านทั้งหลายตั้งแต่แรกสร้างโลก เพราะว่าเมื่อเราหิว พวกท่านก็จัดหาให้เรากิน เรากระหายน้ำ ท่านก็ให้เราดื่ม เราเป็นแขกแปลกหน้า พวกท่านก็ต้อนรับเรา เราเปลือยกายพวกท่านก็ให้เสื้อผ้าเรานุ่งห่ม เมื่อเราเจ็บป่วยท่านก็มาดูแลเรา เมื่อเราอยู่ในคุก พวกท่านก็มาเยี่ยมเรา' เวลานั้นบรรดาคนชอบธรรมจะกราบทูลว่า 'องค์พระผู้เป็นเจ้า ที่พวกข้าพระองค์เห็นพระองค์ทรงหิวและจัดให้เสวยหรือทรงกระหายน้ำ และจัดมาถวายนั้นตั้งแต่เมื่อไร? ที่พวกข้าพระองค์เห็นพระองค์ทรงเป็นแขกแปลกหน้าและได้ต้อนรับไว้ หรือเปลือยพระกายและสวมฉลองพระองค์ให้นั้นตั้งแต่เมื่อไร? ที่ข้าพระองค์เห็นพระองค์ประชวรหรือทรงถูกจำคุก และมาเฝ้าพระองค์นั้นตั้งแต่เมื่อไร?' แล้วพระมหากษัตริย์จะตรัสตอบว่า 'เราบอกความจริงกับท่านทั้งหลายว่า ซึ่งพวกท่านได้ทำกับคนใดคนหนึ่งที่เล็กน้อยที่สุดในพี่น้องของเรานี้ ก็เหมือนทำกับเราด้วย”

ในปี ค.ศ.1952 แม่ชีเทเรซ่าได้เปิดบ้านสำหรับชาวฮินดูที่ถูกทอดทิ้งและกำลังจะตาย เธอและ

ซิสเตอร์คนอื่นๆเดินเข้าไปในสลัมกลางเมืองกัลกัตตาเพื่อนำคนยากไร้ที่นอนป่วยและอดอยากเหล่านั้นไปพักที่บ้านที่กลุ่มซิสเตอร์สร้างขึ้นสำหรับคนที่กำลังจะตาย เพื่อผู้ป่วยเหล่านั้นจะได้รับความรักเมตตาและตายอย่างมีศักดิ์ศรี  ผู้ป่วยบางรายได้รับการเยียวยาจนหาย เขาได้สัมผัสถึงความรักของพระเยซูที่สำแดงผ่านทางซิสเตอร์ทั้งหลายผู้เปี่ยมไปด้วยความรักความเมตตา  แม่ชีเทเรซ่าสอนทุกคนที่ทำงานอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของเธอว่าผู้ที่ตกทุกข์ได้ยากเหล่านั้นควรจะได้“เห็นพระเยซูจากชีวิตของผู้เชื่อทุกคน” เธอบอกว่าความเมตตากรุณาสามารถเปลี่ยนจิตใจของคนเราได้มากกว่าการใช้หลักวิทยาศาสตร์หรือลีลาการพูดอันไพเราะที่ชวนให้หลงใหล

ชาวอินเดียคนหนึ่งซึ่งเป็นเพื่อนที่ดีของแม่ชีเทเรซ่าได้กล่าวไว้ว่าสิ่งที่ดีและยิ่งใหญ่ที่สุดที่เธอได้ทำคือการบอกให้ผู้ยากไร้ทั้งหลายได้รู้จักพระเยซูคริสต์  ชาวฮินดูเป็นจำนวนมากได้มาเชื่อวางใจในองค์พระเยซูคริสต์ผู้ทรงพระชนม์อยู่ก่อนที่เขาจะตายไป การทำงานเพื่อเห็นแก่มนุษยธรรมของแม่ชีเทเรซ่านั้นเป็นมาจากองค์พระคริสต์ที่อยู่ภายในเธอ  สตรีที่สูงเพียง 4 ฟุต 11 นิ้วผู้นี้ได้ให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ยากไร้ด้วยความบริสุทธิ์ใจและไม่เห็นแก่ตัว เธอจึงเปรียบเหมือนเป็นดวงประทีปที่ส่องความสว่างและความหวังของพระเยซูคริสต์ไปยังโลกที่มืดมิด เธอเคยพูดไว้ว่า “พระเจ้าไม่ได้ทรงเรียกเราให้มาชื่นชมกับความสำเร็จ แต่ให้เราปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์” สำหรับคนยากไร้ที่มีชีวิตอยู่ไม่ต่างจากสัตว์แต่ตายอย่างทูตสวรรค์นับว่าเป็นการปิดฉากชีวิตที่สวยงามทีเดียว!

ถึงแม้ประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศอินเดียจะนับถือศาสนาฮินดู แต่แม่ชีเทเรซ่านั้นได้ชื่อว่าเป็นสมบัติของชาติอินเดียที่ได้ก้าวข้ามเส้นแบ่งแยกทางศาสนา อดีตนายกรัฐมนตรีท่านหนึ่งได้กล่าวไว้ว่า “โลกนี้โดยเฉพาะอินเดียยากจนลงกว่าเดิมเมื่อแม่ชีเทเรซ่าได้จากไป  ชีวิตของเธอได้อุทิศให้กับการทำพันธกิจเพื่อนำความรัก สันติสุขและความชื่นชมยินดีไปยังผู้คนที่ใครๆก็รังเกียจและพยายามหลีกหนีไปให้ไกล”

ปีค.ศ. 1979 แม่ชีเทเรซ่าได้รับรางวัลโนเบลสาขามนุษยธรรม แต่เธอปฏิเสธการเข้าร่วมในงานเลี้ยงอันเป็นธรรมเนียมที่ถือปฏิบัติกันมาเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติ และเธอได้มอบเงินจำนวน 192,000 เหรียญสหรัฐ(5,760,000 บาท)ให้แก่คนยากจนในประเทศอินเดียโดยเธอได้กล่าวว่ารางวัลที่โลกนี้ให้มาจะมีความสำคัญมากทีเดียวหากเงินจำนวนนี้สามารถทำให้เธอตอบสนองความต้องการของผู้ที่ต่ำต้อยในสังคม แม่ชีเทเรซ่าใช้ความมีชื่อเสียงของเธอเป็นฐานในการอนุรักษ์คุณธรรมอันทรงคุณค่าอย่างเข้มแข็ง ในปี ค.ศ. 1994 แม่ชีเทเรซ่าได้กล่าวสุนทรพจน์ในการประชุมอธิษฐานแห่งชาติที่กรุงวอชิงตันดีซี ประเทศสหรัฐอเมริกา เธอได้แสดงความคิดเห็นส่วนตัวของเธอเกี่ยวกับการทำแท้งว่าเป็นการฆาตกรรมและกล่าวต่อไปอีกว่า "หากเรายอมรับผู้หญิงซึ่งเป็นแม่ที่สามารถฆ่าได้แม้กระทั่งลูกในไส้ของตนเอง แล้วเราจะไปบอกผู้อื่นไม่ให้เข่นฆ่ากันได้อย่างไร?”  เมื่อเธอกล่าวจบ ผู้คนที่นั่งอยู่ในห้องประชุมต่างก็ลุกขึ้นยืนปรบมือให้เธออย่างยาวนาน

แม่ชีเทเรซ่าไม่ได้แสดงอาการหวั่นไหวต่อคำวิพากษ์วิจารณ์ใดๆ  ผู้ที่ผลิตสารคดีเกี่ยวกับเรื่องราวชีวิตของเธอได้ตั้งชื่อเรื่องว่า "ทูตจากนรก" เธอบอกกับนักหนังสือพิมพ์ว่าเธอไม่ถือสา “มันเป็นสิทธิ์ของคุณที่จะตัดสินใจว่าคุณต้องการจะดำรงชีวิตอยู่แบบไหน แต่สำหรับฉัน ฉันจะทำงานของฉันต่อไป  ฉันปรนนิบัติรับใช้พระเจ้าโดยมีจุดประสงค์ที่ชัดเจน ไม่ว่าใครจะว่าอย่างไร เราควรจะยิ้มรับและก้มหน้าทำงานของเราต่อไป การทำงานด้วยใจถ่อมสุภาพจะไม่มีอะไรมาแผ้วพานเราได้เลย ไม่ว่าใครจะยกย่องหรือเหยียดหยามเราไม่ใช่ประเด็นที่สำคัญ เพราะเราย่อมรู้จักตัวเราดีว่ากำลังทำอะไรอยู่”  ชีวิตและงานของแม่ชีเทเรซ่าต้องถือว่าเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับเรา เมื่อมีคนถามว่าเธอได้รับพละกำลังตลอดจนความอดทนต่อความยากลำบากในการทำงานมาจากไหน เธอตอบว่า “ฉันคิดว่าจะไม่มีใครต้องการพระคุณและความช่วยเหลือจากพระเจ้ามากเท่าฉัน เมื่อใดก็ตามที่ฉันรู้สึกอ่อนกำลังและขาดคนช่วย เมื่อนั้นแหละที่พระเจ้าทรงทำงานอยู่ในฉัน"

คนส่วนใหญ่ไม่รู้เลยว่าแม่ชีเทเรซ่าเป็นโรคหัวใจขั้นรุนแรง  ในปี ค.ศ. 1983 เธอมีอาการของโรคหัวใจเป็นครั้งแรก เธอถูกขอร้องให้ลาออกหลายครั้ง แต่กรรมการก็ลงคะแนนเสียงให้เธออยู่ต่อ เธอได้รับเรี่ยวแรงมาจากพระเจ้า เธอเป็นที่รู้จักว่าเป็นนักรบที่อธิษฐานต่อพระเจ้าอย่างเข้มแข็ง เธอย้ำถึงฤทธิ์เดชของการอธิษฐาน และหนุนใจให้คนอื่น ๆ อธิษฐานอยู่เสมอ

ในปี ค.ศ. 1997 หลังจากที่เธอได้รับรางวัลเกียรติยศสูงสุดจากรัฐสภาของสหรัฐผ่านไปได้ 3 เดือน เธอก็มาถึงวาระสุดท้ายของชีวิต ถ้อยคำสุดท้ายที่เธอกล่าวนั้นคือ"พระเยซู    ข้าพระองค์รักพระองค์   พระเยซู   ข้าพระองค์รักพระองค์"  นึกไม่ถึงเลยว่ารัฐบาลอินเดียจะจัดพิธีศพเพื่อเป็นเกียรติแก่เธอ และเพื่อเป็นการสดุดีงานที่เธอทำเพื่อช่วยเหลือผู้ยากไร้มาตลอดชีวิต  เธอเสียชีวิตในสัปดาห์เดียวกันกับการสิ้นพระชนม์ของเจ้าหญิงไดอาน่า แม่ชีเทเรซ่าคือเจ้าหญิงตัวจริงในใจของผู้ยากไร้ทั้งหลาย  เธอคือผู้หญิงที่ไม่มีความละอายในข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์

ในช่วงชีวิตของแม่ชีเทเรซ่า เธอเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียวที่ได้รับการยกย่องสูงสุดในสหรัฐอเมริกา  ในปี ค.ศ. 1999 เธอได้รับยกย่องว่าเป็นผู้หญิงที่มีคนชื่นชอบมากที่สุดในยุคศตวรรษที่ 20  เธอเป็นเสมือนกระจกเงาที่สะท้อนพระเยซูคริสต์ออกมาจากชีวิตของเธอ  เธอได้รับในสิ่งที่เธอหว่านให้แก่ผู้อื่น ความรักที่เธอให้แก่คนที่ยากไร้ต้อยต่ำอย่างไม่มีขีดจำกัดเป็นเหตุให้คนทั้งโลกรักเธออย่างไม่รู้ลืม

เราได้เรียนรู้ถึงประวัติและการรับใช้ของผู้หญิงทั้ง 3 คนในยุคศตวรรษที่ 20  คือไอมี่  แคทเธอรีน  และแม่ชีเทเรซ่ากันแล้ว เราได้เห็นถึงความเชื่อความศรัทธาและความเชื่อฟังที่พร้อมจะปฏิบัติพันธกิจตามที่พระเจ้าทรงมอบหมายให้แก่เข เธอทั้ง 3 คนยอมละทิ้งความสุขสบาย ยอมทำงานหนักโดยไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย ต้องเดินทางไกลเป็นเวลานาน ต้องเอาชนะความเหงา ต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์ เธอทั้งสามต้องข้ามภูเขาแห่งปัญหาลูกแล้วลูกเล่า พระวิญญาณบริสุทธ์ได้ประทานฤทธิ์เดชให้แก่เธอทั้งสามให้สามารถทำงานที่เป็นไปไม่ได้ในสภาวะปกติธรรมดาให้บรรลุผลสำเร็จ  หนังสือกิจการที่เธอทั้งสามจะเขียนต่อไปนั้นย่อมเป็นประจักษ์พยานได้ว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงทำอะไรผ่านทั้งผู้รับใช้หญิงอย่างเธอทั้งสามคนนี้บ้าง

เราได้รับบทเรียนอันมีค่าจากชีวิตของไอมี่และแคทเธอรีน มารรู้ดีว่าจุดอ่อนของเราแต่ละคนนั้นอยู่ตรงไหน แคทเธอรีนกลัวสูญเสียโอกาสที่ผ่านเข้าไป เธอหว่านล้อมตัวเธอเองว่าการแต่งงานจะเปิดให้อีคนหนึ่งเข้ามาช่วยแบ่งเบาภารกิจที่พระเจ้าทรงเรียกให้ทำนั้น  แต่น่าเสียดายที่เธอไปตกลงปลงใจกับผู้ชายที่มีภรรยาและลูกแล้ว  ไอมี่เปิดโอกาสให้ผู้ชาย 2 คนเข้ามารบกวนพันธกิจที่เธอทำอยู่นั้น เธอพูดว่า เธอเหงาและคิดว่าผู้ชายจะเข้ามาช่วยงานพันธกิจของเธอได้ แต่แล้วเธอก็ต้องแยกทองจากเขาทั้งสองคนและยอมรับในความผิดพลาดของเธอ หากผู้หญิงทั้งสองคนนี้เชื่อฟังพระเจ้าโดยไม่พยายามหาเหตุผลแบบมนุษย์มาสนับสนุนความคิดของตน  ความเจ็บปวด ความผิดหวังเสียใจและความเสียหายที่กระทบถึงพันธกิจที่เธอทำอยู่นั้นย่อมเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ให้มันเกิดขึ้นได้

จิตวิญญาณของความเป็นแม่ - ดร.มาร์ค เลย์ตัน

วันที่ผมและครอบครัวเดินทางมาถึงประเทศไทยเมื่อปี ค.ศ. 1985(พศ.2528)นั้นตรงกับวันแม่พอดี ต่อมาผมและภรรยาได้เรียนภาษาและวัฒนธรรมไทย เรารู้สึกซาบซึ้งใจที่รู้ว่าในประเทศไทยแม่คือสัญลักษณ์ของพระคุณ  และในพระคัมภีร์แม่เป็นภาพของพันธกิจการรับใช้  อัครทูตเปาโลได้เขียนไว้ว่า “แต่เราก็อ่อนโยนเมื่ออยู่ท่ามกลางพวกท่านเหมือนแม่ถนอมดูแลลูกน้อย”(1 เธสะโลนิกา 2:7 ฉบับอมตธรรมร่วมสมัย)

อัครทูตเปาโล สิลาสและทิโมธีได้เดินทางไปแบ่งปันข่าวประเสริฐที่เมืองเธสะโลนิกา เขาทั้งสามได้รับการหนุนใจมากเพราะ “บางคนได้ละทิ้งรูปเคารพและหันมาหาพระเจ้าเพื่อรับใช้พระเจ้าองค์เที่ยงแท้ผู้ทรงพระชนม์อยู่”(1 เธสะโลนิกา 1:9) ข่าวคราวการกลับใจใหม่อันน่าตื่นเต้นระทึกใจของคนเหล่านั้นได้ขจรขจายไปกว้างไกล แต่ในขณะเดียวกันคำร่ำลือที่แพร่ออกไปก่อให้เกิดกระแสการต่อต้านผู้ที่หันมาเชื่อในพระเจ้าอย่างรุนแรงจนในที่สุดเปาโลและคณะของเขาต้องรีบเดินทางออกจากเมืองไปทั้งๆที่เพิ่งเข้าไปอยู่ได้เพียง 3 สัปดาห์! แต่ในช่วงเวลาสั้นๆแค่ 3 สัปดาห์ เขาทั้งสามคนก็ก่อตั้งคริสตจักรได้แล้ว เปาโลและผู้ร่วมงานคนอื่นๆมีความกังวลใจว่าบรรดาผู้เชื่อใหม่เหล่านั้นอาจจะไม่เข้มแข็มพอที่จะยืนหยัดรับแรงเสียดทานจากผู้ที่เป็นปฏิปักษ์ต่อข่าวประเสริฐ ต่อมาภายหลังทิโมธีได้เดินทางกลับไปเยี่ยมผู้เชื่อใหม่เหล่านั้น เขารู้สึกปลื้มปีติเป็นอย่างยิ่งที่พบว่าพี่น้องผู้เชื่อใหม่เหล่านั้นยังคงยืนหยัดอยู่ในความเชื่อ ความหวังและความรักอย่างเต็มกำลัง เปาโลเขียนหนังสือ 1 เธสะโลนิกาขึ้นเพื่อตอบสนองรายงานที่เขาได้รับจากทิโมธีเกี่ยวกับพี่น้องผู้เชื่อใหม่เหล่านั้น

เราอดประหลาดใจไม่ได้เมื่อคิดถึงบุรุษทั้ง 3 ท่านที่มีเพียงข่าวประเสริฐไปแบ่งปันสามารถก่อตั้งคริสตจักรได้ภายใน 3 สัปดาห์ นับว่าเป็นการทำงานขององค์พระวิญญาณบริสุทธิ์อย่างชัดเจน และยังเป็นหลักฐานที่ประจักษ์ชัดอีกด้วยว่าการก่อตั้งคริสตจักรและการยืนยงคงอยู่ของคริสตจักรไม่จำเป็นต้องใช้เวลานานเป็นปีๆ บ่อยครั้งที่สิ่งเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นภายในเวลาอันสั้น เมื่อมีการแบ่งปันข่าวประเสริฐออกไปไม่ว่าจะช้าหรือเร็วพระวิญญาณบริสุทธิ์ก็ทรงทำงานของพระองค์อยู่

เราทั้งหลายที่มีใจปรารถนาจะตั้งคริสตจักรในทุกชุมชนในประเทศไทยควรจะทำตามแบบอย่างของอัครทูตเปาโล เขาตั้งคริสตจักรอย่างไรหรือ? เขากล่าวถึงพันธกิจการตั้งคริสตจักรของเขานั้นเหมือนกับแม่ที่ดูแลลูกน้อยด้วยความทนุถนอม แม่และทารกน้อยแรกเกิดเป็นภาพทื่สื่อถึงการถนอมกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงดูเด็กตัวน้อยๆอย่างชิดใกล้ แม่ให้ทุกสิ่งที่ลูกน้อยต้องการผ่านทางร่างกายของเธอ แม่พร้อมที่จะไปถึงตัวลูกทุกครั้งที่ลูกน้อยร้องไห้หาเธอ การดูแลลูกตัวน้อยๆเป็นงานเฉพาะของคนที่เป็นแม่

เมื่อคนๆหนึ่งก้าวสู่ชุมชนเพื่อก่อตั้งคริสตจักรแห่งใหม่ เขาย่อมแบ่งปันข่าวประเสริฐด้วยความคาดหวัง  ผู้ฟังที่แสดงออกถึงความสนใจในสาระของข่าวประเสริฐจำเป็นต้องตอบสนองต่อข่าวประเสริฐเป็นส่วนตัว ทันทีที่ใครคนใดคนหนึ่งกลับใจใหม่และมีความเชื่อในองค์พระเยซูคริสต์ จำเป็นที่เขาต้องได้รับการฟูมฟักเลี้ยงดูด้วยความรักด้วยเช่นกัน เขาจำเป็นต้องได้รับ“น้ำนมฝ่ายจิตวิญญาณ”(1 เปโตร 2:1-3)ซึ่งจะช่วยให้เขาเติบโตขึ้นในพระคริสต์ การทำหน้าที่เอาใจใส่เลี้ยงดูจิตวิญญาณของผู้เชื่อใหม่ไม่เหมือนกับการเทศนาให้คนเป็นจำนวนมากฟัง แต่เป็นลักษณะการสนทนาธรรมโดยนำเอาความจริงแห่งพระวจนะของพระเจ้ามาอภิปรายกัน และนำประสบการณ์การดำรงชีวิตตามความจริงแห่งพระวจนะมาเล่าสู่แบ่งปันกันเสียมากกว่า การทำเช่นนี้เป็นการช่วยให้คริสเตียนใหม่ได้รู้จักองค์พระผู้เป็นเจ้าที่เขาเชื่อวางใจเป็นส่วนตัว เพื่อความเชื่อวางใจในพระเจ้าของเขาจะยิ่งเพิ่มสูงขึ้น ผู้เชื่อแต่ละคนต้องตอบสนองต่อคำถาม การท้าทายและความต้องการที่ผู้ที่เป็นสาวกใหม่ในพระคริสต์ประสบจะต้องพบอยู่เนืองๆ และให้ชี้ชัดลงไปว่าสิ่งที่คริสเตียนกำลังเผชิญนั้นคืออะไร นี่คือการฟูมฟักเลี้ยงดูที่ผมได้รับเมื่อผมหันมาเชื่อในพระคริสต์ การป้อนนมเด็กทารกคราวละนับร้อยๆคนด้วยเครื่องจักรไม่เป็นผลดีต่อเด็กตัวน้อยๆฉันใด งานทนุบำรุงเลี้ยงดูฝ่ายจิตวิญญาณก็ไม่สามารถกระทำในเชิงปริมาณได้ฉันนั้น ผู้ที่ทำหน้าที่นำความจริงของพระเจ้าส่งต่อให้แก่อีกคนหนึ่งจำเป็นต้องกระทำด้วยความรัก เหมือนดังที่เปาโลได้กล่าวไว้ในหนังสือเอเฟซัส 4:15 ว่า “แต่ให้เรายึดถือความจริงด้วยความรักเพื่อจะเจริญขึ้นในทุกด้านสู่พระองค์ผู้เป็นศีรษะคือพระคริสต์”

สิ่งที่นับว่าสำคัญของงานเลี้ยงดูจิตวิญญาณของผู้เชื่อใหม่ก็คือใครๆก็ทำได้ ผู้เชื่อทุกคนควรจะร่วมมือกัน คุณไม่จำเป็นต้องอยู่ในสถานะเดียวกับอัครทูตเปาโลจึงจะทำภารกิจนี้ได้ วิญญาณความเป็นแม่ย่อมมีอยู่ในตัวเราทุกคน เพราะมันเป็นส่วนหนึ่งของสัญชาติญาณความเป็นมนุษย์ของเรา ผมไม่เคยเห็นว่า”ความเชี่ยวชาญของการเป็นแม่”นั้นต้องไปเรียนกันที่โรงเรียน ไม่เลย!  เราเรียนรู้ “ความเชี่ยวชาญของการเป็นแม่”จากแม่ของเรา จากย่า จากยาย และจากการเฝ้ามองแม่คนอื่นๆ

ใจของปาโลนั้นไม่อยากจากบรรดาผู้เชื่อใหม่ในเมืองเธสะโลนิกาไปเลย แต่การ“ทำหน้าที่แม่”ของเขามากว่า 3 สัปดาห์ผนวกกับการติดตามผลของทิโมธีในเวลาต่อมาก็น่าจะเพียงพอแล้วที่จะสถาปนาสาวกใหม่เหล่านั้นในพระคริสต์ พวกเขาสามารถยืนหยัดอยู่ท่ามกลางผู้คนที่ตั้งตนเป็นปฏิปักษ์ต่อพระคริสต์ได้แล้ว พวกเขาสามารถรักซึ่งกันและกันและเติบโตขึ้นในพระคริสต์ด้วยการเชื่อพึ่งในพระวจนะของพระเจ้าและในพระวิญญาณบริสุทธิ์

ไม่มีแม่คนไหนคาดหวังว่าจะต้องเลี้ยงดูบุตรของเขาไปตลอด พวกเขาคาดหวังว่าลูกของเขาจะเติบโตขึ้นและในที่สุดเขาก็จะรับประทานอาหารได้เอง แต่งตัวและทำความสะอาดร่างกายได้เอง หากเราเห็นเด็กอายุ 4 ขวบยังต้องได้รับปฏิบัติเหมือนอย่างเด็กทารก เราก็รู้ได้ในทันทีว่าเกิดความผิดปกติบางอย่างในตัวเด็กคนนั้น นับว่าเป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจมากเมื่อเด็กเล็กๆไม่อาจเติบโตตามวัย  ผมมีหลานสาวคนหนึ่งที่ร่างกายไม่โตขึ้นเลยเนื่องจากเป็นโรคชนิดหนึ่ง ซึ่งโรคนี้เป็นกันน้อยมาก เด็กที่ไม่เติบโตตามวัยกับคริสเตียนที่ไม่เติบโตขึ้นในความเชื่อย่อมเป็นสิ่งที่น่าเศร้าพอๆกัน  ดังนั้น คริสเตียนใหม่จึงจำเป็นต้องได้รับการฟูมฟักเลี้ยงดูอย่างจริงจังโดยทันทีทันใดไปสักระยะหนึ่ง แต่ในไม่ช้าเขาก็จะสามารถป้อนพระวจนะของพระเจ้าให้แก่ตัวเขาเองได้ และในไม่ช้าเขาก็จะประดับกายด้วยพระเยซูคริสต์(โรม 13:14) ในไม่ช้าเขาก็จะสามารถชำระตนให้พ้นจากความผิดบาปและความล้มเหลวทั้งมวล เมื่อเขาโตขึ้น ความสัมพันธ์ย่อมเปลี่ยนไป และในไม่ช้าเด็กทารกที่ได้ “รับการถนอมเลี้ยงดูจากแม่ “ก็จะสามารถเติบโตจน“ทำหน้าที่แม่ในการถนอมเลี้ยงดู”ผู้เชื่อใหม่คนอื่นๆต่อไป

บรรดาผู้เชื่อใหม่ในเมืองเธสะโลนิกาได้ละจากการไหว้รูปเคารพแล้ว ภายในชั่วงเวลาสั้นๆ ผู้เชื่อใหม่บางคนก็เริ่มให้การดูแลฝูงแกะของพระเจ้าอันเป็นส่วนหนึ่งของพระกายพระคริสต์ได้แล้ว “พี่น้องทั้งหลาย เราขอให้ท่านนับถือผู้ที่ทำงานหนักในหมู่พวกท่าน ผู้ที่ปกครองดูแลพวกท่านท่านในองค์พระผู้เป็นเจ้าและผู้ที่ตักเตือนท่าน จงรักและเคารพเขาเหล่านั้นอย่างสูงเนื่องด้วยการงานที่เขาทำ จงอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข”(1 เธสะโลนิกา 5:12-13 ฉบับอมตธรรมร่วมสมัย) ในระหว่างที่คริสตจักรในเมืองเธสะโลนิกายังไม่ได้แต่งตั้งคณะผู้ปกครองคริสตจักรอย่างเป็นทางการ แต่พระคัมภีร์กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่าหลังจากที่ทิโมธีเดินทางไปเยี่ยมเยียนพี่น้องเหล่านั้นผ่านไปแล้ว ผู้นำคริสตจักรก็เริ่มปรากฏให้เห็นกันบ้างแล้ว  อัครทูตเปาโลรับรู้สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในคริสตจักรเมืองเธสะโลนิกา รวมเวลาแล้วยังไม่ถึง  1 ปีนับตั้งแต่หลายคนในเมืองได้บังเกิดใหม่ในพระคริสต์ พวกผู้นำคริสเตียนที่มีคุณภาพเริ่มปรากฏให้เห็นกันแล้ว และเริ่มเป็นที่รับรู้ในเวลาอันรวดเร็ว ดังเราได้เห็นแล้วว่าแบบแผนการทำพันธกิจของเปาโลนั้นเริ่มต้นด้วยการก่อตั้งคริสตจักร เมื่อเวลาผ่านไปได้ระยะหนึ่ง เขาก็แต่งตั้งคณะผู้ปกครองคริสตจักร(กิจการ 14:22 และติตัส 1:5-9 ) ในช่วงเวลาที่คริสตจักรได้ก่อตั้งขึ้นแล้วแต่ยังขาดคณะผู้ปกครองคริสตจักร พี่น้องบางคนที่เติบโตขึ้นฝ่ายจิตวิญญาณและเริ่มพัฒนาไปสู่การเป็นผู้ปกครองคริสตจักรเพื่อทำหน้าที่ดูแลฝูงแกะของพระเจ้า คนเหล่านี้คือผู้ที่ดำเนินตามแบบอย่างของเปาโลด้วยการทำหน้าที่ “แม่ที่ทนุถนอมเลี้ยงดูลูกน้อย”แก่ผู้เชื่อใหม่  คุณพร้อมที่จะเป็น “แม่ในพระคริสต์” เพื่อฟูมฟักเลี้ยงดูผู้ที่หันหลังให้กับการไหว้รูปเคารพเพื่อมาเชื่อพึ่งในองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่หรือไม่?

แนวทางการติดตามผลคริสเตียนใหม่ที่ทำได้ทันที

1. เยี่ยมเยียนคริสเตียนใหม่ในทันทีอย่างรอช้า และให้เยี่ยมบ่อยๆในระยะที่เขาเพิ่งเริ่มต้นชีวิตคริสเตียนใหม่ๆ

2.ทนุบำรุงเลี้ยงดูเขาด้วยพระวจนะของพระเจ้าโดยแบ่งปันเรื่องราวต่างๆจากพระคัมภีร์ควบคู่ไปกับคำพยานต่างๆเพื่อให้เขาได้เห็นเป็นประจักษ์ว่าองค์พระเยซูคริสต์ทรงทำงานอยู่ในชีวิตของคุณอย่างไรเพื่อคุณจะเชื่อวางใจพระองค์มากยิ่งๆขึ้นในชีวิต จงเลือกเรื่องราวต่างๆในพระคัมภีร์ ข้อพระคัมภีร์และเนื้อหาที่ตอบสนองต่อความต้องการของเขา จงช่วยเขาให้รู้จักพระเจ้าที่เขาเชื่อวางใจและดำรงชีวิตที่สัมพันธ์สนิทกับพระองค์อยู่เสมอ

3. จงช่วยพี่น้องที่เป็นผู้เชื่อใหม่ให้รู้จักบำรุงเลี้ยงจิตวิญญาณของเขาด้วยพระวจนะของพระเจ้า ให้เขาประดับกายด้วยพระเยซูคริสต์ และชำระตนให้พ้นจากความผิดบาปและความผิดพลาดล้มเหลวทั้งมวล เราป้อนอาหารใส่ปากเด็กทารกเพื่อว่าเขาจะเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่

4. จงสอนผู้เชื่อใหม่ให้ประพฤติปฏิบัติในสิ่งที่พระเยซูคริสต์ทรงบัญชาแก่เรา สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าเขารู้มากแค่ไหน แต่เขาเชื่อฟังและปฏิบัติตามมากแค่ไหนต่างหาก สิ่งที่พระเยซูคริสต์ทรงบัญชาให้เราปฏิบัติตามมีอยู่ 7 ประการดังนี้

ก. จงกลับใจเสียใหม่ เชื่อและรับพระวิญญาณบริสุทธิ์(ความจริงในพระเจ้าที่เกี่ยวโยงสัมพันธ์กับการกลับใจใหม่)

ข. จงรับบัพติศมา(เริ่มต้นชีวิตใหม่และเป็นส่วนหนึ่งของพระกายพระคริสต์)

ค. จงรัก(พระเจ้า เพื่อนบ้านและแม้แต่ศัตรู จงให้อภัยในทางปฏิบัติ)

ง. จงหักขนมปัง(ร่วมกับพี่น้องคริสเตียนคนอื่นๆเพื่อระลึกถึงสิ่งที่พระเยซูคริสต์ได้ทรงกระทำ)

จ. จงอธิษฐาน(จงพึ่งในพระเจ้าสำหรับทุกสิ่งในชีวิตของเรา)

ฉ.จงให้(ให้เราใช้เวลา เงินทองและความสามารถของเราอย่างสัตย์ซื่อ)

ช. จงสร้างสาวก(จงให้วงล้อแห่งพันธกิจอันยิ่งใหญ่ของพระเยซูคริสต์ยังคงดำเนินต่อไปไม่หยุดยั้ง)

รักแม่ให้นานๆ - ศจ.ธงชัย ประดับชนานุรักษ์

“รักแฟน. . .จงรักให้หวานซึ้ง

รักเมีย. . . จงรักให้มากขึ้น

รักแม่ ..    จงรักให้นานๆ”

 

สุภาษิตข้างต้นนี้เน้นถึงความสำคัญของ”ความรัก”ต่อสตรีอันเป็นที่รัก!

หากว่าบุรุษคนใดมีแฟนกับเมียเป็นคนละคนกัน ชีวิตรักของบุรุษคนนนั้นคงฮือฮาตื่นเต้นน่าดูทีเดียว!

แต่ก็คงยังไม่ฮือฮาเท่ากับบุรุษที่มีแฟนเป็นผู้ชาย และมีเมียเป็นผู้หญิง เพราะหากเป็นอย่างนี้คงจะปั่นป่วนโกลาหลกันน่าดู!

แต่ไม่ว่าคคุณจะเป็นคนเพศใด และจะมีแฟนเพศใด แต่ที่แน่ๆคุณต้องมีคุณแม่แท้ๆที่เป็นเพศหญิงแน่นอน! จริงไหม?

 

คนบางคนอาจเติบโตขึ้นมาโดยมีคุณแม่คอยอุ้มชูดูแลจนเติบใหญ่ ในขณะที่คนบางคนอาจไม่เคยได้สัมผัสไออุ่นจากอกแม่เลย!

บางคนอาจเติบโตขึ้นมาโดยมีประสบการณ์กับความรักความอบอุ่นจากคุณแม่ไม่นาน คุณแม่ก็จากไป ไม่ว่าจะเป็นเพราะสิ้นชีวิตหรือเพราะเลิกรากับคุณพ่อ(แล้วอาจไปมีครอบครัวใหม่) . . .แต่ก็ทำให้ชีวิตที่เคยอบอุ่นต้องกลับกลายเป็นอ้างว้างไป!

บางคนอาจตรงกันช้าม เติบโตขึ้นมามีสถานภาพเป็นเด็กกำพร้าที่ไร้แม่อยู่ข้างกาย แต่ต่อมาภายหลังได้รับการอุปการะเลี้ยงดูจากผู้หญิงแปลกหน้าที่ก้าวเข้ามาในชีวิตเขาหรือเธอในฐานะ“แม่”

ใช่ครับ ในชีวิตจริงนั้น คนบางคนอาจเปลี่ยนสถานะจาก ”คนมีแม่”มาเป็น”คนเคยมีแม่” ได้ทุกเวลา ในทำนองเดียวกัน บางคนที่”ไม่มีแม่” ก็อาจกลับกลายเป็น ”คนมีแม่” ขึ้นมาได้อย่างไม่คาดฝัน!

ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม “แม่” จึงเป็นบุคคลที่มีความหมายต่อคนที่เป็นลูกทุกๆคน!

แม้ว่าจะไม่ใช่คนที่สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ แต่แม่ก็ยังเป็นบุคคลที่ลูกทุกคนปรารถนาหรือถวิลหา

แต่เราก็ควรเห็นใจผู้ที่เป็นคุณแม่เป็นพิเศษ เพราะว่าเธอเองก็ต้องเข้ามารับฐานะใหม่ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้เธอเองก็ไม่เคยเป็นมาก่อน วินาทีแรกที่เด็กคลอดออกมา ผู้เป็นแม่ก็เกิดขึ้นมาพร้อมกันด้วย ก่อนหน้านี้ผู้หญิงซึ่งเป็นคุณแม่คนนี้ไม่เคยอยู่ในฐานะนี้มาก่อน จริงอยู่ที่เธอมีคุณสมบัติของความเป็นผู้หญิงอยู่พร้อม แต่ความเป็นแม่ของเธอเพิ่งจะปรากฎเมื่อเธอมีลูกน้อยต้องเลี้ยงดู

ความเป็นแม่จึงถือว่าเป็นภารกิจที่ใหม่เอี่ยมอ่องสำหรับสตรีบางคน ดังนั้น แม่มือใหม่ที่ขาดแบบอย่างและประสบการณ์จึงทำหน้าที่ของเธอด้วยความยากลำบาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคสมัยใหม่ที่ระบบ

“ครอบครัวขยาย”หรือครอบครัวใหญ่อันอบอุ่นค่อยๆสูญสลายไปจากสังคมไทยของเรา

คนไทยในยุคปัจจับันจึงเริ่มเติบโตมาในสภาพ“ครอบครัวเดี่ยว”ที่คนเป็นแม่ทำหน้าที่“แม่”ได้ยากลำบากขึ้น มีครอบครัวอยู่ไม่น้อยที่ผู้เป็นแม่ต้องช่วยพ่อหารายได้เลี้ยงครอบครัวจนตัวเธอเองไม่สามารถเลี้ยงดูลูกๆได้อย่างเต็มที่ หรือบางทีอาจมีแม่บางคนที่แม้ว่าจะไม่มีความจำเป็นในการหารายได้มาจุนเจิอครอบครัว แต่เพราะความจำเป็นต้องดูแลกิจการหรือธุรกิจของพ่อแม่ของฝ่ายตนเอง จึงต้องตกอยู่ในภาวะจำยอมด้วยการรับผิดชอบธุรกิจการงานของครอบครัวเดิม ทำให้บกพร่องต่อการทำหน้าที่ของ“แม่”ไป

อย่างไรก็ตาม มีสตรีอยู่จำนวนหนึ่งที่ไม่ได้มีข้อผูกมัดใน 2 ประการที่กล่าวมาข้างต้นนี้ แต่ถึงกระนั้นเธอก็ยังไม่อาจทำหน้าทีแม่ตามอุดมคติได้อยู่ดี ทั้งนี้เพราะเธอไม่อยากละทิ้งความเก่ง ความสามารถหรือความทะเยอทะยานส่วนตัวของเธอไป! สตรีกลุ่มนี้ตั้งเป้าหมายของชีวิตหรือมีความฝันที่เธอมุ่งมั่นจะทำให้บรรลุผลสำเร็จ เธอจึงไม่ให้อะไร หรือสิ่งใด หรือบุคคลใดรวมถึง “ผู้เป็นลูก” ของเธอก็มาขัดขวางเธอไม่ได้ !

ผลที่ตามมาก็คือลูกของเธอไม่ค่อยได้สัมผัสความอบอุ่นของแม่จากเธอได้ ลูกๆเห็นเธอแต่ในด้านของการเป็นผู้หญิงเก่ง หรือหญิงแกร่งของเธอเท่านั้น

แต่ไม่ว่าสตรีคนนั้นจะเก่งกาจมากสักเพียงใด ส่วนลึกๆของความเป็นผู้หญิงและความเป็นแม่ของเธอก็ยังคงทำให้เธอต้องการความเคารพนับถือ การให้เกียรติ ความเข้าอกเข้าใจ และการได้กำลังใจจากบุตรธิดาของเธออยู่ดี

ยิ่งเมื่องเธออายุมากขึ้น เธอก็ยิ่งต้องการสิ่งเหล่านั้นมากขึ้น

สำหรับสตรีบางคน เธออาจเป็นแม่ที่แกร่งและไม่ต้องการเรียกร้องอะไรจากลูกๆของเธอ แต่ถึงกระนั้น เธอก็ยังต้องการ “ความรัก” “การให้เกียรติ” และ “ความกตัญญูกตเวที”จากผู้เป็นลูกของเธอ

แม่ที่กล้าพูดความจริงอย่างตรงไปตรงมาจากใจของเธอ เธอก็คงจะพูดกับลูกๆของเธอว่า “แม่ไม่เรียกร้องอะไรจากลูกหรอก ขอแค่ให้รักแม่บ้าง แต่รักให้นานๆ ก็พอแล้ว!”

เธอคงขอให้ลูกรักเธอแค่วันละ“2 เวลาก็พอแล้ว” อย่างบทเพลงที่คุณศรัณย่า ส่งเสริมสวัสดิ์เคยขับร้องไว้ นั่นคือ 1. เวลาที่ตื่น  และ

2 เวลาที่หลับ

 

พี่น้องที่รัก! หากคุณเป็นคุณแม่ จงเป็นแม่ที่ควรค่าแก่การเคารพรักของลูกๆของคุณให้มากที่สุด และหากคุณเป็นลูก และคุณแม่ของคุณยังมีชีวิตอยู่. . .จงทำทุกอย่างที่แสดงถึงความรักความกตัญญูที่มีต่อคุณแม่ของคุณโดยไม่มีข้ออ้างหรือข้อแก้ตัวใดๆ อย่าแสดงท่าทีรำคาญ หรือดูถูกดูหมิ่นผู้ที่เป็นแม่ของคุณเป็นอันขาด!

ดังพระธรรมสุภาษิตได้เตือนเราทั้งหลายว่า . . .

“จงฟังบิดาของเจ้าผู้ให้กำเนิดเจ้า และอย่าดูหมิ่นมารดาของเจาเมื่อนางแก่”(สภษ 23:22)

 

ตรงกันข้าม คุณควรทำให้คุณแม่ของคุณมีความสุขและมีความปลื้มปีติ .. .

“ จงให้บิดามารดาของเจ้ายินดี จงให้ผู้ที่คลอดเจ้าเปรมปรีดิ์”(สกษ 23:25)

 

ขอให้คุณทำสิ่งเหล่นี้อย่างต่อเนื่องให้นานที่สุดตราบเท่าที่คุณยังมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ . .

หากคุณปฏิบัติในสิ่งที่กล่าวมานี้ คุณจะไม่มีความเศร้าเสียใจใดๆอันเกิดจากความรู้สึกผิดที่ฟ้องคุณอยู่ในใจ จะไม่มีอะไรติดค้างอยู่ในใจของคุณอีกต่อไป

 

จงรักแม่ของคุณเสียแต่วันนี้ก่อนที่จะไม่มีโอกาสได้รักท่าน!