Get Adobe Flash player

ร่าง พ.ร.บ.คริสต์ศาสนา

ความเป็นมาและเป็นไป ของ ร่างพระราชบัญญัติการบริหารองค์การคริสต์ศาสนาในประเทศไทย

***************************************************************

ความเป็นมา

      ด้วยคณะกรรมาธิการศาสนา ศิลปะวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้พิจารณาเห็นว่าเอกลักษณ์ที่สำคัญของชาติไทย คือ สถาบันชาติ สถาบันศาสนา และ สถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งสถาบันศาสนานั้นมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาคน ให้เป็นผู้ที่มีความพร้อมด้วยคุณภาพและคุณธรรม มีจิตสำนึกที่ดี มีค่านิยมพึงประสงค์ เป็นสมาชิกที่ดีของสังคมและประเทศชาติ เป็นพลเมืองที่ดีของชาติ ช่วยพัฒนาสังคมให้มีความสงบเรียบร้อย เป็นสังคมแห่งความสามัคคีปรองดองสมานฉันท์ ช่วยประเทศมีความเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืนและเพื่อให้เป็นไปตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองซึ่งประเทศไทยเป็นภาคี เมื่อวันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๓๙ มีผลบังคับใช้ในวันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๔๐ ว่าด้วยกฎหมายเกี่ยวกับเสรีภาพในการแสดงออกทางศาสนาเพื่อรักษาความปลอดภัยความสงบเรียบร้อย สุขอนามัย ศีลธรรมของประชาชนและเพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพขั้นมูลฐานของบุคคล ทั้งนี้ประเทศไทยมีศาสนาที่หน่วยงานราชการให้การรับรองอยู่ทั้งสิ้น ๕ ศาสนา อันประกอบด้วย พุทธศาสนา ศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์ ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และศาสนาซิกซ์ ซึ่งพุทธศาสนา และศาสนาอิสลามมีกฎหมายที่รับรองการดำเนินงานและกิจกรรมของศาสนาดังกล่าวแล้ว แต่ยังไม่มีกฎหมายในลักษณะเดียวกันสำหรับศาสนาคริสต์ซึ่งมีผู้นับถือศาสนามากเป็นอันดับสามในประเทศไทย ดังนั้น ทางคณะกรรมาธิการศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรมและการท่องเที่ยว สภานิติบัญญัติแห่งชาติ จึงเห็นควรให้มีการพิจารณาศึกษาร่างพระราชบัญญัติศาสนาคริสต์ในประเทศไทย โดยแต่งตั้งคณะทำงาน ขึ้นมา  จึงได้มีหนังสือเชิญให้ ผู้แทนจากองค์การคริสต์ที่ กรมการศาสนา(ราชการ) รับรอง ให้ส่งผู้แทนร่วมเป็น คณะทำงานพิจารณายกร่างพระราชบัญญัติคริสต์สาสนาในประเทศไทย

                 สหกิจคริสเตียนแห่งประเทศไทย จึงได้ส่งผู้แทน ศจ.ดร.มาโนช แจ้งมุข และ ศจ.สัมพันธ์ ตั้งชวลิต (สำรอง) เข้าร่วมเป็น คณะทำงานพิจารณายกร่างพระราชบัญญัติคริสต์ศาสนาในประเทศไทย  และ คณะกรรมาธิการศาสนาฯ ได้มีหนังสือแต่งตั้ง ที่ ๙/๒๕๕๘ ลงวันที่ ๑๐ มีนาคม ๒๕๕๘ ทั้งสองท่านได้ร่วมกับผู้แทนศาสนาคริสต์ รวมเป็น ๕ องค์การ และ ผู้แทนภาครัฐรวมทั้งคณะจำนวน ๑๒ ท่าน โดยมี  นายวีระศักดิ์ ฟูตระกูล เป็นประธานคณะทำงานพิจารณายกร่างพระราชบัญญัติฯ  และ มีพลตำรวจเอก พิชิต ควรเตชะคุปต์ ประธานคณะกรรมาธิการศาสนา ฯ และนายสมพร เทพสิทธา ประธานอนุกรรมาธิการศาสนาฯ เป็นที่ปรึกษา และเลขานุการคณะทำงานอีก ๒ คน                                                             ผู้แทนของ สหกิจคริสเตียนฯ ได้เข้าร่วมประชุมทุกครั้ง กับ คณะทำงานพิจารณายกร่างพระราชบัญญัติฯ ซึ่งได้ประชุมเป็นทางการ ๖ ครั้งไม่เป็นทางการ ๕ ครั้ง และร่วมประชุมกับผู้บริหารระดับสูงขององค์การคริสต์ทั้ง ๕ อีก ๓ ครั้งและ ผู้แทนสหกิจคริสเตียนฯ ได้ทำหน้าที่ให้ข้อมูล ข้อท้วงติง  ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ เพื่อรักษาไว้ ซึ่งประโยชน์ของ คริสตจักร องค์การ(มิชชันนารี) และ สถาบัน และ สหกิจคริสเตียนฯ องค์การใหญ่ อีกทั้งยังให้ความร่วมมืออย่างเคร่งครัด เช่นเดียวกับ ผู้แทนองค์การคริสต์อื่นๆ กับคณะทำงานพิจารณายกร่างพระราชบัญญัติฯ ในการที่จะไม่ทำการเผยแพร่ ยกร่างพระราชบัญญัติฯ โดยทั่วไป ในช่วงระยะเวลาที่ยังมีการพิจารณายกร่างพระราชบัญญัติฯ นี้อยู่ อันจะทำให้สับสนได้      

ปัจจุบัน

       คณะทำงานพิจารณายกร่างพระราชบัญญัติฯได้เสร็จสิ้นภารกิจ และ ได้มีการนำเสนอ ร่างพระราชบัญญัติการบริหารองค์การศาสนาคริสต์ในประเทศไทย นี้ ต่อ ที่ประชุมคณะกรรมาธิการศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรมและการท่องเที่ยว สภานิติบัญญัติแห่งชาติโดยมี พลตำรวจเอก พิชิต ควรเดชะคุปต์ ประธานกรรมาธิการศาสนาฯ เป็นประธานที่ประชุม ในเช้าวันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๕๘

        ที่ประชุมกรรมาธิการศาสนาฯ ได้รับทราบ ร่างพระราชบัญญัติฯ นี้ และเห็นว่า เพื่อให้การดำเนินการยกร่างพราชบัญญัติดังกล่าว เป็นไปด้วยความละเอียด รอบคอบและมีการพิจารณาอย่างรอบด้าน จึงมีมติให้กรรมาธิการทุกท่านนำร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวไปพิจารณาศึกษาในเบื้องต้นและคณะกรรมาธิการศาสนาฯ ได้มีการเรียนเชิญประชุมคณะทำงานพิจารณายกร่างพระราชบัญญัติฯ เข้าร่วมประชุมกับ คณะอนุกรรมาธิการศาสนาฯ เพื่อให้ข้อมูล ประกอบการพิจารณาของอนุกรรมาธิการฯ ในโอกาสต่อไป

        การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการบริหารองค์การคริสต์ศาสนาในประเทศไทย ปัจจุบันยังอยู่ในขบวนการพิจารณาของ คณะกรรมาธิการศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรมและการท่องเที่ยว สภานิติบัญญัติแห่งชาติ และ ยังมีอีกหลายขั้นตอน ในขบวนการดังกล่าว       

                         จึงเรียนมาเพื่อทราบ และฝากอยู่ในคำอธิษฐาน  หากท่านใด ประสงค์ที่จะจัดให้มีการประชุมชี้แจงความเป็นไป เป็นมา และเนื้อหา ร่างพระราชบัญญัติการบริหารองค์การศาสนาคริสต์ฉบับดังกล่าว เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องชัดเจน ให้กับกลุ่มสมาชิก ในสหกิจคริสเตียนฯ ขอความกรุณา แจ้งความประสงค์ มาที่ สำนักงานสหกิจคริสเตียนแห่งประเทศไทย

                          ขอขอบคุณ ในความร่วมมือด้วยดี และ ขอองค์พระผู้เป็นเจ้า ทรงอวยพระพรทุกท่าน

ขอแสดงความนับถือ

(นายสัมพันธ์ ตั้งชวลิต)

     เลขาธิการสหกิจคริสเตียนแห่งประเทศไทย

บันทึกหลักการและเหตุผล

ประกอบร่างพระราชบัญญัติการบริหารองค์การศาสนาคริสต์ในประเทศไทย

พ.ศ. ....

 

-----------------------------

 

หลักการ

ให้มีกฎหมายว่าด้วยการบริหารองค์การศาสนาคริสต์ในประเทศไทย

 

เหตุผล

 

โดยที่ปัจจุบันการดำเนินงานขององค์การศาสนาคริสต์ในประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายให้การรับรองและคุ้มครองฐานะไว้เป็นการเฉพาะ  อีกทั้งแต่ละองค์การทางศาสนาคริสต์ในประเทศไทยที่รัฐได้   ให้การรับรองไว้ ยังขาดแนวทางในการดำเนินการร่วมกันอย่างเป็นเอกภาพ ขาดมาตรการที่ชัดเจนในการส่งเสริมและคุ้มครองการดำเนินงาน และขาดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนเกี่ยวกับการจัดตั้งและฐานะของคริสตศาสนสถาน  ดังนั้น เพื่อเป็นการยกฐานะขององค์การศาสนาคริสต์ในประเทศไทยให้เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย  รวมทั้งเพื่อเป็นการส่งเสริมการดำเนินงานและกำหนดมาตรการที่ชัดเจนในการคุ้มครองการดำเนินงานขององค์การศาสนาคริสต์ที่รัฐได้ให้การรับรองไว้  และกำหนดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนในการจัดตั้งและฐานะของคริสตศาสนสถานในประเทศไทย  อันเป็นการส่งเสริมสิทธิและเสรีภาพของคริสตชนในประเทศไทยภายใต้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรและกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

 


ร่าง

พระราชบัญญัติ

การบริหารองค์การศาสนาคริสต์ในประเทศไทย

พ.ศ. ....

 

....................................


               

โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยการบริหารองค์การศาสนาคริสต์ในประเทศไทย

           

            มาตรา ๑  พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติการบริหารองค์การศาสนาคริสต์ในประเทศไทย พ.ศ. ....”

            มาตรา ๒  พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

 

            มาตรา ๓  ในพระราชบัญญัตินี้

            “องค์การศาสนาคริสต์ต้นสังกัด” หมายความว่า เขตศาสนปกครอง และองค์การศาสนาคริสต์ต้นสังกัดนิกายโปรเตสแตนท์ และให้หมายความรวมถึง องค์การศาสนาคริสต์ต้นสังกัดของศาสนาคริสต์นิกายอื่น ซึ่งจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัตินี้   

            “เขตศาสนปกครอง” หมายความว่า  เขตศาสนปกครองซึ่งเป็นองค์การศาสนาคริสต์ต้นสังกัดของศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกตามพระราชบัญญัตินี้  และให้หมายความรวมถึงเขตมิสซังโรมันคาทอลิกตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น

            “องค์การศาสนาคริสต์ต้นสังกัดนิกายโปรเตสแตนท์” หมายความว่า สภาคริสตจักรในประเทศไทย  สหกิจคริสเตียนแห่งประเทศไทย  สหคริสตจักรแบ๊บติสต์ในประเทศไทย และคริสตจักรเซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนตีสแห่งประเทศไทย

            “นิกาย” หมายความว่า นิกายของศาสนาคริสต์ซึ่งได้รับการรับรองโดยองค์การศาสนาคริสต์ในระดับสากล และให้หมายความรวมถึง คณะของศาสนาคริสต์ซึ่งได้รับการรับรองโดยองค์การศาสนาคริสต์ในระดับสากลด้วย

            “คริสตศาสนสถาน”  หมายความว่า วัดบาทหลวงโรมันคาทอลิก คริสตจักร และให้หมายความรวมถึงสถานที่ซึ่งคริสตชนใช้ในการประกอบศาสนกิจของศาสนาคริสต์ไม่ว่าจะเรียกชื่ออื่นใด

“หัวหน้าคริสตศาสนสถาน” หมายความว่า เจ้าอาวาสวัดบาทหลวงโรมันคาทอลิก ศิษยาภิบาลคริสตจักร หรือผู้มีอำนาจปกครองดูแลคริสตศาสนสถานไม่ว่าจะเรียกชื่ออื่นใด

“ผู้สอนศาสนา” หมายความว่า บาทหลวง นักบวช ศิษยาภิบาล ศาสนาจารย์ มิชชันนารี และให้รวมถึงผู้ปฏิบัติหน้าที่แสดงธรรม ประกอบศาสนกิจและศาสนพิธีทางศาสนาคริสต์  ซึ่งได้รับการสถาปนาตามธรรมนูญ ข้อบังคับ หรือระเบียบขององค์การศาสนาคริสต์ที่มีลักษณะทำนองเดียวกัน

            “รัฐมนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม

 

            มาตรา ๔  ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และมีอำนาจแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ กับออกกฎกระทรวง ระเบียบ ประกาศ และคำสั่งเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้

            กฎกระทรวงและประกาศนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้

 

หมวด ๑

บททั่วไป

----------------------

           

            มาตรา ๕  องค์การศาสนาคริสต์ในประเทศไทยประกอบด้วย

(๑)     องค์การศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก ซึ่งประกอบด้วย สภาประมุขบาทหลวงโรมันคาทอลิกแห่งประเทศไทย เขตศาสนปกครอง และวัดบาทหลวงโรมันคาทอลิก 

(๒)     องค์การศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนท์ ซึ่งประกอบด้วย สภาคริสตจักรในประเทศไทย  สหกิจคริสเตียนแห่งประเทศไทย  สหคริสตจักรแบ๊บติสต์ในประเทศไทย คริสตจักรเซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนตีสแห่งประเทศไทย  และคริสตศาสนสถานในสังกัดขององค์การศาสนาคริสต์ต้นสังกัดนิกายโปรเตสแตนท์

(๓)     องค์การศาสนาคริสต์นิกายอื่นที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัตินี้ ซึ่งประกอบด้วย องค์การศาสนาคริสต์ต้นสังกัดของศาสนาคริสต์นิกายอื่น และคริสตศาสนสถานของศาสนาคริสต์นิกายอื่นนั้น

 

            มาตรา ๖ องค์การศาสนาคริสต์ในประเทศไทย มีวัตถุประสงค์ดังนี้

            (๑) ดำเนินงานด้านการศาสนา ดูแล อภิบาลคริสตชน ผู้ที่ต้องการเป็นคริสตชน และประชาชนทั่วไป  สอนศาสนาโดยยึดหลักพระคริสตธรรมคัมภีร์ และปฏิบัติกิจกรรมทางศาสนาคริสต์

            (๒) ดำเนินงานด้านการจัดการศึกษา การฝึกอบรม การส่งเสริมจริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม

            (๓) ดำเนินงานด้านสังคมและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

            (๔) ดำเนินงานด้านการแพทย์ สุขภาพ อนามัยและสาธารณสุข

            (๕) ดำเนินงานด้านการเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร  และสื่อสารมวลชน

            (๖) ดำเนินงานด้านสังคมสงเคราะห์

(๗)  ดำเนินกิจการสาธารณกุศลอื่นใด 

            ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติโดยส่วนรวม และมิได้มุ่งแสวงหาผลกำไรมาแบ่งปันกัน และไม่มีวัตถุประสงค์ทางการเมือง

           

 

หมวด ๒

คณะกรรมการส่งเสริมองค์การศาสนาคริสต์

.....................

 

            มาตรา ๗  ให้มีคณะกรรมการส่งเสริมองค์การศาสนาคริสต์ ประกอบด้วย ประธานสภาประมุขบาทหลวงโรมันคาทอลิกแห่งประเทศไทย ประธานสภาคริสตจักรในประเทศไทย  ประธานสหกิจคริสเตียนแห่งประเทศไทย  ประธานสหคริสตจักรแบ๊บติสต์ในประเทศไทย ประธานคริสตจักรเซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนตีสแห่งประเทศไทย และผู้แทนกรมการศาสนา เป็นกรรมการ  และกรรมการอื่นซึ่งแต่งตั้งจากสภาประมุขบาทหลวงโรมันคาทอลิกแห่งประเทศไทยจำนวนเจ็ดคน  และจากสภาคริสตจักรในประเทศไทย สหกิจคริสเตียนแห่งประเทศไทย  สหคริสตจักรแบ๊บติสต์ในประเทศไทย และคริสตจักรเซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนตีสแห่งประเทศไทยองค์การละหนึ่งคน 

คณะกรรมการส่งเสริมองค์การศาสนาคริสต์ มีประธานสภาประมุขบาทหลวงโรมันคาทอลิกแห่งประเทศไทยเป็นประธานร่วมกับประธานสภาคริสตจักรในประเทศไทย หรือประธานสหกิจคริสเตียนแห่งประเทศไทย หรือประธานสหคริสตจักรแบ๊บติสต์ในประเทศไทย หรือคริสตจักรเซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนตีสแห่งประเทศไทยซึ่งหมุนเวียนกันเป็นประธานร่วมคราวละสองปี

ในกรณีที่มีการจัดตั้งองค์การศาสนาคริสต์นิกายอื่นขึ้นใหม่ และคณะกรรมการส่งเสริมองค์การศาสนาคริสต์เห็นเป็นการสมควรแต่งตั้งกรรมการซึ่งเป็นผู้แทนจากศาสนาคริสต์นิกายอื่นเพิ่มเติมจากจำนวนกรรมการอื่นที่กำหนดไว้ในวรรคหนึ่ง ก็ให้ดำเนินการได้โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา 

            ให้กระทรวงวัฒนธรรมประกาศรายชื่อคณะกรรมการส่งเสริมองค์การศาสนาคริสต์แห่งประเทศไทยในราชกิจจานุเบกษา  

 

            มาตรา ๘  ประธานร่วมคณะกรรมการส่งเสริมองค์การศาสนาคริสต์ เป็นผู้แทนขององค์การศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกและนิกายโปรเตสแตนท์ในประเทศไทย ในกิจการด้านศาสนพิธีและพิธีการร่วมกับภาครัฐ

                       

            มาตรา ๙  คณะกรรมการส่งเสริมองค์การศาสนาคริสต์ มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้

(๑)  ให้ความเห็นและข้อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับการจัดตั้งองค์การศาสนาคริสต์ต้นสังกัดของศาสนาคริสต์นิกายอื่นขึ้นใหม่ตามพระราชบัญญัตินี้

(๒)  ให้คำปรึกษาและข้อเสนอแนะแก่รัฐมนตรี  และกระทรวงอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในการปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ รวมทั้งให้ข้อเสนอแนะในกิจการที่เกี่ยวข้องกับศาสนาคริสต์ซึ่งมีผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือความมั่นคงของรัฐ และในกิจการที่เกี่ยวข้องกับการจัดตั้งมูลนิธิหรือนิติบุคคลตามกฎหมายอื่นที่มีวัตถุประสงค์เกี่ยวกับกิจการทางศาสนาคริสต์

(๓)  ให้คำปรึกษาหรือข้อแนะนำเกี่ยวกับศาสนาคริสต์แก่คริสตชนและบุคคลทั่วไป

(๔)  แต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือบุคคลหนึ่งบุคคลใดเพื่อปฏิบัติงานตามที่คณะกรรมการส่งเสริมองค์การศาสนาคริสต์มอบหมาย

(๕)  ออกระเบียบว่าด้วยการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมองค์การศาสนาคริสต์ และวิธีดำเนินงานและควบคุมดูแลการบริหารงานของคณะกรรมการส่งเสริมองค์การศาสนาคริสต์

(๖) จัดทำทะเบียนทรัพย์สิน เอกสาร และบัญชีรายรับรายจ่ายของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมองค์การศาสนาคริสต์ ให้ถูกต้องตามความเป็นจริง

(๗)  ส่งเสริมสนับสนุนการจัดกิจกรรมทางศาสนาและการศึกษาศาสนาคริสต์

(๘)  ให้ความเห็นในการตรากฎกระทรวงหรือประกาศกระทรวง และประสานงานกับส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือภาคเอกชนในกิจการที่เกี่ยวกับศาสนาคริสต์และองค์การศาสนาคริสต์

(๙)  ปฏิบัติหน้าที่อื่นเพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้

 

            มาตรา ๑๐  นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา ๑๑ แล้ว ประธานร่วมคณะกรรมการส่งเสริมองค์การศาสนาคริสต์พ้นจากตำแหน่งเมื่อพ้นจากตำแหน่งประธานสภาประมุขบาทหลวงโรมันคาทอลิกแห่งประเทศไทย หรือพ้นจากตำแหน่งประธานองค์การศาสนาคริสต์ต้นสังกัดนิกายโปรเตสแตนท์ซึ่งถึงคราวดำรงตำแหน่งประธานร่วมตามวาระ แล้วแต่กรณี

           

มาตรา ๑๑  กรรมการอื่นในคณะกรรมการส่งเสริมองค์การศาสนาคริสต์พ้นจากตำแหน่งเมื่อ

(๑)   ตาย

(๒)   ลาออก

(๓)    สภาประมุขบาทหลวงโรมันคาทอลิกแห่งประเทศไทย หรือองค์การศาสนาคริสต์ต้นสังกัดนิกายโปรเตสแตนท์มีมติให้พ้นจากตำแหน่งกรรมการผู้แทนฝ่ายของตน

 

หมวด ๓

การบริหารองค์การศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกในประเทศไทย

....................

                  

            มาตรา ๑๒  การบริหารองค์การศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกดำเนินการโดยสภาประมุขบาทหลวงโรมันคาทอลิกแห่งประเทศไทย

            สภาประมุขบาทหลวงโรมันคาทอลิกแห่งประเทศไทยประกอบด้วยมุขนายกของทุกเขตศาสนปกครอง

 

มาตรา ๑๓  เขตศาสนปกครองเป็นองค์การศาสนาคริสต์ต้นสังกัดของคริสตศาสนสถานในศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก

ในกรณีที่มีความจำเป็นและเพื่อประโยชน์ในการบริหารและจัดการองค์การศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก เขตศาสนปกครองนิกายโรมันคาทอลิกอาจจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลภายใต้พระราชบัญญัตินี้ก็ได้

            หลักเกณฑ์และวิธีการในการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวงโดยคำแนะนำของสภาประมุขบาทหลวงโรมันคาทอลิกแห่งประเทศไทย

           

มาตรา ๑๔  เขตศาสนปกครองมีอำนาจหน้าที่ดังนี้

(๑)    จัดทำธรรมนูญหรือข้อบังคับของเขตศาสนปกครอง

(๒)    พิจารณาออกใบรับรองเพื่อการจัดตั้งหรือเลิกคริสตศาสนสถานในสังกัด และให้ความเห็นชอบธรรมนูญหรือข้อบังคับของคริสตศาสนสถานในสังกัดที่จะขอจดทะเบียนจัดตั้ง เพื่อใช้ในการจดทะเบียนจัดตั้งหรือเลิกคริสตศาสนสถานต่อนายทะเบียนแล้วแต่กรณี

(๓)    กำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการว่าด้วยการจัดตั้ง ย้าย ควบรวม และเลิกคริสตศาสนสถานในสังกัด

(๔)    จัดทำระเบียบว่าด้วยการแต่งตั้งหัวหน้าคริสตศาสนสถานและผู้สอนศาสนาในสังกัด

(๕)    ส่งเสริมสนับสนุน และกำกับดูแลการดำเนินกิจการของคริสตศาสนสถานในสังกัดให้เป็นไปตามหลักการของพระศาสนจักรโรมันคาทอลิกสากล

(๖)    จัดทำทะเบียนทรัพย์สิน เอกสาร และบัญชีรายรับรายจ่ายของเขตศาสนปกครองและคริสต ศาสนสถานในสังกัดให้เป็นไปตามระเบียบของเขตศาสนปกครองต้นสังกัด

(๗)    ประสานงานกับส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือภาคเอกชนในกิจการที่เกี่ยวข้องกับเขต ศาสนปกครองแต่ละแห่ง

(๘)    ปฏิบัติหน้าที่อื่นใดเพื่อให้การเป็นไปตามวัตถุประสงค์ขององค์การศาสนาคริสต์ในประเทศไทยตามมาตรา ๖

 

มาตรา ๑๕  การจัดตั้ง ควบรวม หรือเลิกเขตศาสนปกครองให้กระทำโดยประกาศกระทรวงโดยความเห็นชอบของสภาประมุขบาทหลวงโรมันคาทอลิกแห่งประเทศไทย

            ให้บรรดาทรัพย์สินและหนี้สินของเขตศาสนปกครองที่ถูกยุบเลิก โอนไปยังเขตศาสนปกครองอื่นตามที่กำหนดไว้ในธรรมนูญหรือข้อบังคับของเขตศาสนปกครองที่ถูกยุบเลิกนั้น  เว้นแต่ทรัพย์สินที่ได้มาโดยมีผู้อุทิศให้และผู้อุทิศให้ได้แสดงเจตนาเป็นลายลักษณ์อักษรไว้เป็นอย่างอื่น

 

มาตรา ๑๖  ให้มีมุขนายกคนหนึ่งเป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบของเขตศาสนปกครองแต่ละแห่ง และเป็นผู้แทนของเขตศาสนปกครองในกิจการทั่วไป

การแต่งตั้งมุขนายกให้เป็นไปตามประมวลกฎหมายพระศาสนจักรของศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก

 

            มาตรา ๑๗  การกำหนดลักษณะ ฐานะและบริหารองค์กรศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกในประเทศไทยเรื่องใดที่พระราชบัญญัตินี้มิได้บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น  ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยลักษณะฐานะ ของวัดบาทหลวงโรมันคาทอลิกในกรุงสยาม  

 

หมวด ๔

การบริหารองค์การศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนท์ในประเทศไทย

.............................

 

          มาตรา๑๘  องค์การศาสนาคริสต์ต้นสังกัดนิกายโปรเตสแตนท์ ประกอบด้วย

(๑)  สภาคริสตจักรในประเทศไทย

(๒)  สหกิจคริสเตียนแห่งประเทศไทย

(๓)  สหคริสตจักรแบ๊บติสต์ในประเทศไทย

(๔)  คริสตจักรเซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนตีสแห่งประเทศไทย

องค์การศาสนาคริสต์ต้นสังกัดนิกายโปรเตสแตนท์เป็นองค์การศาสนาคริสต์ต้นสังกัดของคริสตศาสนสถานในศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนท์

ให้องค์การศาสนาคริสต์ต้นสังกัดนิกายโปรเตสแตนท์มีฐานะเป็นนิติบุคคล

 

มาตรา ๑๙   การบริหารองค์การศาสนาคริสต์ต้นสังกัดนิกายโปรเตสแตนท์ดำเนินการโดยคณะกรรมการองค์การศาสนาคริสต์ต้นสังกัดนิกายโปรเตสแตนท์แต่ละแห่ง และให้เป็นไปตามธรรมนูญหรือข้อบังคับขององค์การศาสนาคริสต์ต้นสังกัดนิกายโปรเตสแตนท์แต่ละแห่งที่ได้จดแจ้งไว้ต่อนายทะเบียน

ให้คณะกรรมการองค์การศาสนาคริสต์ต้นสังกัดนิกายโปรเตสแตนท์เป็นผู้แทนขององค์การศาสนาคริสต์ต้นสังกัดนิกายโปรเตสแตนท์ในกิจการทั่วไปและในกิจการที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอก 

คณะกรรมการองค์การศาสนาคริสต์ต้นสังกัดนิกายโปรเตสแตนท์อาจมอบหมายหรือมอบอำนาจให้กรรมการคนหนึ่งหรือหลายคนกระทำการแทนก็ได้  

 

            มาตรา ๒๐   ให้องค์การศาสนาคริสต์ต้นสังกัดนิกายโปรเตสแตนท์แต่ละแห่งมีคณะกรรมการประจำองค์การศาสนาคริสต์ต้นสังกัดนิกายโปรเตสแตนท์คณะหนึ่ง

            จำนวน คุณสมบัติ หลักเกณฑ์และวิธีการได้มา วาระการดำรงตำแหน่งของกรรมการ การพ้นจากตำแหน่งกรรมการ ตลอดจนการประชุมและวิธีการดำเนินงานของคณะกรรมการองค์การศาสนาคริสต์ต้นสังกัดนิกายโปรเตสแตนท์ให้เป็นไปตามธรรมนูญหรือข้อบังคับขององค์การศาสนาคริสต์ต้นสังกัดนิกาย   โปรเตสแตนท์แต่ละแห่งซึ่งได้จดแจ้งไว้กับนายทะเบียน

 

            มาตรา ๒๑  องค์การศาสนาคริสต์ต้นสังกัดนิกายโปรเตสแตนท์มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้

(๑)  จัดทำธรรมนูญหรือข้อบังคับขององค์การศาสนาคริสต์ต้นสังกัดนิกายโปรเตสแตนท์

(๒)  พิจารณาออกใบรับรองเพื่อการจัดตั้งหรือเลิกคริสตศาสนสถานในสังกัด และให้ความเห็นชอบธรรมนูญหรือข้อบังคับของคริสตศาสนสถานในสังกัดที่จะขอจดทะเบียนจัดตั้ง เพื่อใช้ในการจดทะเบียนจัดตั้งหรือเลิกคริสตศาสนสถานต่อนายทะเบียนแล้วแต่กรณี

(๓)  กำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการว่าด้วยการจัดตั้ง ย้าย ควบรวม และเลิกคริสตศาสนสถานในสังกัด

(๔)  จัดทำระเบียบว่าด้วยการแต่งตั้งหัวหน้าคริสตศาสนสถานและผู้สอนศาสนาขององค์การศาสนาคริสต์ต้นสังกัดนิกายโปรเตสแตนท์และของคริสตศาสนสถานในสังกัด

(๕)    ส่งเสริมสนับสนุน และกำกับดูแลการดำเนินกิจการของคริสตศาสนสถานในสังกัดให้เป็นไปตามหลักคำสอนและหลักข้อเชื่อ ศาสนพิธี หลักการปกครอง การบริหารตามหลักการที่ปรากฏในพระคริสตธรรมคัมภีร์และคริสตประเพณีของแต่ละองค์การศาสนาคริสต์ต้นสังกัดนิกายโปรเตสแตนท์

(๖)    จัดทำทะเบียนทรัพย์สิน เอกสาร และบัญชีรายรับรายจ่ายขององค์การศาสนาคริสต์ต้นสังกัดนิกายโปรเตสแตนท์ให้ถูกต้องตามความเป็นจริง

(๗)    ประสานงานกับส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือภาคเอกชนในกิจการที่เกี่ยวข้องกับองค์การศาสนาคริสต์ต้นสังกัดนิกายโปรเตสแตนท์แต่ละแห่ง

(๘)    ปฏิบัติหน้าที่อื่นใดเพื่อให้การเป็นไปตามวัตถุประสงค์ขององค์การศาสนาคริสต์ในประเทศไทยตามมาตรา ๖

 

หมวด ๕

การบริหารองค์การศาสนาคริสต์นิกายอื่นในประเทศไทย

…………………

 

            มาตรา ๒๒  การบริหารองค์การศาสนาคริสต์นิกายอื่นในประเทศไทยให้ดำเนินการโดยองค์การศาสนาคริสต์ต้นสังกัดของศาสนาคริสต์นิกายอื่นนั้น 

 

            มาตรา ๒๓  การจัดตั้งองค์การศาสนาคริสต์ต้นสังกัดของศาสนาคริสต์นิกายอื่น ให้กระทำโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา

            ให้องค์การศาสนาคริสต์ต้นสังกัดของศาสนาคริสต์นิกายอื่นที่จัดตั้งขึ้นตามวรรคหนึ่งมีฐานะเป็นนิติบุคคล

 

            มาตรา ๒๔  ให้นำความในมาตรา ๑๙ ถึงมาตรา ๒๑  มาบังคับใช้กับองค์การศาสนาคริสต์ต้นสังกัดของศาสนาคริสต์นิกายอื่นโดยอนุโลม   

 

หมวด ๖

การจัดตั้งและเลิกคริสตศาสนสถาน

...........................

         

มาตรา ๒๕  คริสตศาสนสถานมีสองประเภท ดังนี้

(๑)  คริสตศาสนสถานที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัตินี้

(๒)  คริสตศาสนสถานที่มิได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล

คริสตศาสนสถานจะจัดตั้งและเลิกได้ก็แต่โดยการรับรองขององค์การศาสนาคริสต์ต้นสังกัดเท่านั้น

หลักเกณฑ์และวิธีการรับรองคริสตศาสนสถานให้เป็นไปตามที่องค์การศาสนาคริสต์ต้นสังกัดกำหนด

 

มาตรา ๒๖  คริสตศาสนสถานที่ได้จดทะเบียนจัดตั้งกับนายทะเบียนแล้วให้มีฐานะเป็นนิติบุคคล

การจดทะเบียนจัดตั้งคริสตศาสนสถานเป็นนิติบุคคลตามวรรคหนึ่ง รวมถึงการย้าย ควบรวม หรือเลิกคริสตศาสนสถานซึ่งได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามวรรคหนึ่ง ให้องค์การศาสนาคริสต์ต้นสังกัดเป็นผู้ดำเนินการยื่นคำขอจดทะเบียนจัดตั้ง ย้าย ควบรวม หรือยกเลิก ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

องค์การศาสนาคริสต์ต้นสังกัดอาจมอบอำนาจเป็นลายลักษณ์อักษรให้บุคคลใดหรือคณะบุคคลใดกระทำการยื่นคำขอจดทะเบียนตามวรรคสองก็ได้

การจัดตั้ง การย้าย การควบรวม และการเลิกคริสตศาสนสถานตามวรรคหนึ่ง ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

 

มาตรา ๒๗  คริสตศาสนสถานที่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลแล้ว ให้ดำเนินงานภายใต้ธรรมนูญ หรือข้อบังคับของคริสตศาสนสถานนั้น

การแก้ไขเพิ่มเติมธรรมนูญหรือข้อบังคับของคริสตศาสนสถานที่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลแล้วให้กระทำได้ เมื่อได้รับความเห็นชอบเป็นลายลักษณ์อักษรจากองค์การศาสนาคริสต์ต้นสังกัด และให้จดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมต่อนายทะเบียน

คริสตศาสนสถานที่มิได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลย่อมอยู่ภายใต้การปกครองและบริหารจัดการขององค์การศาสนาคริสต์ต้นสังกัด

 

มาตรา ๒๘  ให้คริสตศาสนสถานที่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลแล้วแต่ละแห่งมีคณะกรรมการประจำคริสตศาสนสถานคณะหนึ่ง 

จำนวน คุณสมบัติ หลักเกณฑ์ และวิธีการได้มาซึ่งคณะกรรมการประจำคริสตศาสนสถาน  รวมทั้งวาระการดำรงตำแหน่งและการพ้นจากตำแหน่งของคณะกรรมการประจำคริสตศาสนสถาน ตลอดจนการประชุมและวิธีดำเนินงานของคณะกรรมการประจำคริสตศาสนสถาน ให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในธรรมนูญหรือข้อบังคับของคริสตศาสนสถานแต่ละแห่งตามที่ได้จดทะเบียนไว้ต่อนายทะเบียน

 

มาตรา ๒๙ คณะกรรมการประจำคริสตศาสนสถานที่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลแล้วเป็นผู้แทนของคริสตศาสนสถานในกิจการทั่วไปและในกิจการที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอก 

คณะกรรมการประจำคริสตศาสนสถานตามวรรคหนึ่งอาจมอบหมายหรือมอบอำนาจให้หัวหน้า คริสตศาสนสถาน หรือกรรมการประจำคริสตศาสนสถานคนหนึ่งหรือหลายคนกระทำการแทนก็ได้

 

มาตรา ๓๐  คณะกรรมการประจำคริสตศาสนสถานที่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลแล้วมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้

(๑)  บำรุงรักษาคริสตศาสนสถานและทรัพย์สินของคริสตศาสนสถานให้เป็นไปโดยเรียบร้อย

(๒)     วางระเบียบปฏิบัติและการบริหารงานภายในของคริสตศาสนสถานที่ไม่ขัดหรือแย้งกับธรรมนูญ ข้อบังคับ หรือระเบียบขององค์การศาสนาคริสต์ต้นสังกัด

(๓)    สนับสนุนการปฏิบัติศาสนกิจต่าง ๆ ของคริสตศาสนสถาน

(๔)    ส่งเสริมให้เกิดความสามัคคีและช่วยเหลือซึ่งกันและกันระหว่างศาสนิกชนของศาสนาคริสต์ และกับศาสนิกชนของศาสนาอื่นในทางที่ชอบตามหลักข้อเชื่อทางศาสนา หรือตามธรรมนูญหรือข้อบังคับขององค์การศาสนาคริสต์ต้นสังกัด

(๕)    ออกระเบียบเกี่ยวกับการรับคริสตชนเข้าเป็นสมาชิกของคริสตศาสนสถาน และข้อห้าม ข้อปฏิบัติของสมาชิกของคริสตศาสนสถานที่ไม่ขัดหรือแย้งกับธรรมนูญ ข้อบังคับ หรือระเบียบขององค์การศาสนาคริสต์ต้นสังกัด

(๖)    แต่งตั้งหรือถอดถอนหัวหน้าคริสตศาสนสถาน ทั้งนี้ ตามธรรมนูญ ข้อบังคับ หรือระเบียบขององค์การศาสนาคริสต์ต้นสังกัด

(๗)    อำนวยความสะดวก และอบรมสั่งสอนให้สมาชิกของคริสตศาสนสถานปฏิบัติศาสนกิจตามหลักคำสอนในพระคริสตธรรมคัมภีร์โดยถูกต้องอย่างเคร่งครัด

(๘)    จัดให้มีและรักษาสมุดทะเบียนสมาชิกคริสตศาสนสถาน และตรวจตราแก้ไขเพิ่มเติมสมุดทะเบียนดังกล่าวให้ถูกต้องตรงตามความเป็นจริง

(๙)    พิจารณาจำหน่ายชื่อสมาชิกของคริสตศาสนสถานออกจากทะเบียนสมาชิก เมื่อได้สอบสวนแล้วพบว่าสมาชิกผู้นั้นได้กระทำการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามระเบียบ ธรรมนูญหรือข้อบังคับของคริสตศาสนสถานนั้น

(๑๐)    จัดทำทะเบียนทรัพย์สิน บัญชีรายรับรายจ่าย และรายงานผลการดำเนินงานประจำปีของคริสตศาสนสถานให้ถูกต้องตรงตามความเป็นจริง

(๑๑)    ปฏิบัติตามมติของคณะกรรมการองค์การศาสนาคริสต์ต้นสังกัด

(๑๒)          ส่งเสริมสนับสนุนและจัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ขององค์การศาสนาคริสต์ในประเทศไทยตามมาตรา ๖

 

มาตรา ๓๑  คริสตศาสนสถานที่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลแล้ว อาจเลิกได้โดยการจดทะเบียนเลิกต่อนายทะเบียน

ให้นายทะเบียนมีอำนาจในการพิจารณาจดทะเบียนเลิกคริสตศาสนสถานได้ เมื่อได้รับแจ้งมติจากองค์การศาสนาคริสต์ต้นสังกัดให้เลิกคริสตศาสนสถานในสังกัด ทั้งนี้ มติให้เลิกคริสตศาสนสถานในสังกัดดังกล่าวต้องใช้มติเสียงข้างมากสามในสี่ของคณะกรรมการประจำองค์การศาสนาคริสต์ต้นสังกัดนั้น

ให้บรรดาทรัพย์สินและหนี้สินของคริสตศาสนสถานที่ได้จดทะเบียนเลิกแล้ว  โอนไปยังองค์การศาสนาคริสต์ต้นสังกัดของคริสตศาสนสถานที่เลิกนั้น เว้นแต่ทรัพย์สินที่ได้มาโดยมีผู้อุทิศให้และผู้อุทิศให้ได้แสดงเจตนาเป็นลายลักษณ์อักษรไว้เป็นอย่างอื่น

 

มาตรา ๓๒  ผู้สอนศาสนาต้องมีบัตรประจำตัว และต้องพกพาบัตรประจำตัวไว้เพื่อการตรวจสอบ

บัตรประจำตัวผู้สอนศาสนาขององค์การศาสนาคริสต์ต้นสังกัดแต่ละแห่ง ให้เป็นไปตามแบบที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด

หลักเกณฑ์และวิธีการในการจัดทำบัตรประจำตัวผู้สอนศาสนา ให้เป็นไปตามที่องค์การศาสนาคริสต์ต้นสังกัดกำหนดโดยความเห็นชอบของนายทะเบียน

 

หมวด ๗

การส่งเสริมและกำกับกิจการขององค์การศาสนาคริสต์

............................

           

มาตรา ๓๓  ให้อธิบดีกรมการศาสนาเป็นนายทะเบียนตามพระราชบัญญัตินี้

 

มาตรา ๓๔  องค์การศาสนาคริสต์ต้นสังกัดและคริสตศาสนสถานที่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลแล้วอาจได้มาซึ่งที่ดินโดยมีผู้อุทิศให้ หรือโดยการซื้อ หรือโดยนิติกรรมก็ได้

องค์การศาสนาคริสต์ต้องใช้ที่ดินเพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ขององค์การศาสนาคริสต์ตามมาตรา ๖

 

มาตรา ๓๕  สิทธิในการถือครองที่ดินขององค์การศาสนาคริสต์ย่อมเป็นไปตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายที่ดิน เว้นแต่จะมีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นภายใต้กฎหมายว่าด้วยที่พระราชทานพระบรม ราชานุญาตแก่โรมันคาทอลิก มิสซังในกรุงสยาม และกฎหมายว่าด้วยลักษณะ ฐานะ ของวัดบาทหลวงโรมันคาทอลิกในกรุงสยาม

ที่ดินขององค์การศาสนาคริสต์ต้นสังกัดและของคริสตศาสนสถานที่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลแล้วเป็นทรัพย์สินที่ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี

 

มาตรา ๓๖  การโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินขององค์การศาสนาคริสต์ต้นสังกัดให้กระทำได้ เมื่อคณะกรรมการองค์การศาสนาคริสต์ต้นสังกัดมีมติเห็นชอบด้วยคะแนนเสียงเกินกว่าสองในสามของจำนวนคณะกรรมการทั้งหมดที่มีอยู่

 

มาตรา ๓๗  การโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินของคริสตศาสนสถานที่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลแล้ว ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการองค์การศาสนาคริสต์ต้นสังกัดด้วยคะแนนเสียงเกินกว่าสองในสามของจำนวนคณะกรรมการองค์การศาสนาคริสต์ต้นสังกัดทั้งหมดที่มีอยู่

 

มาตรา ๓๘  ให้คณะกรรมการส่งเสริมองค์การศาสนาคริสต์จัดทำรายงานผลการดำเนินงานประจำปีเสนอต่อนายทะเบียนภายในเดือนมีนาคมของทุกปี

 

มาตรา ๓๙  ให้องค์การศาสนาคริสต์ต้นสังกัดจัดทำรายงานประจำปีเกี่ยวกับคริสตศาสนสถาน  หัวหน้าคริสตศาสนสถาน  และผู้สอนศาสนา เสนอต่อนายทะเบียนภายในเดือนมีนาคมของทุกปี

นายทะเบียนอาจร้องขอให้องค์การศาสนาคริสต์ต้นสังกัดจัดทำรายชื่อผู้สอนศาสนาในสังกัดที่เป็นปัจจุบันเสนอต่อนายทะเบียนภายในระยะเวลาอันควร เพื่อปรับปรุงระบบฐานข้อมูลทะเบียนรายชื่อผู้สอนศาสนาให้เป็นปัจจุบันก็ได้

 

หมวด ๘

บทกำหนดโทษ

...................

 

            มาตรา ๔๐  ผู้ใดกระทำด้วยประการใด ๆ ให้ประชาชนหลงผิดเชื่อว่าเป็นกรรมการขององค์การศาสนาคริสต์ต้นสังกัด คณะกรรมการของคริสตศาสนสถาน หัวหน้าคริสตศาสนสถาน หรือผู้สอนศาสนา  ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

หากการกระทำตามวรรคหนึ่ง ได้กระทำโดยมุ่งแสวงหาทรัพย์สินหรือผลประโยชน์เพื่อตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

            มาตรา ๔๑  ผู้ใดเป็นกรรมการองค์การศาสนาคริสต์ยักยอกทรัพย์สินขององค์กรศาสนาคริสต์ซึ่งตนเป็นกรรมการอยู่  ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท  หรือทั้งจำทั้งปรับ

                       

            มาตรา ๔๒  ผู้ใดสมคบกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปจัดตั้งองค์การศาสนาคริสต์โดยมิได้ดำเนินการให้เป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้ เพื่อกระทำการอันเป็นความผิดตามกฎหมายซึ่งมีโทษในทางอาญา ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่ห้าหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท 

            หากการกระทำการอันเป็นความผิดตามกฎหมายซึ่งมีโทษทางอาญาในวรรคหนึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐ  ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์  หรือความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงิน  ผู้นั้นต้องระวางโทษเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งในสามของอัตราโทษที่กำหนดไว้สำหรับการกระทำความผิดตามกฎหมายดังกล่าว

 

            มาตรา ๔๓ ผู้สอนศาสนาผู้ใดไม่แสดงบัตรประจำตัวผู้สอนศาสนาเมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ร้องขอเพื่อตรวจสอบ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท

 

บทเฉพาะกาล

--------------------

           

มาตรา ๔๔  ให้สภาประมุขบาทหลวงโรมันคาทอลิกแห่งประเทศไทยซึ่งได้รับการรับรองฐานะองค์การทางศาสนาตามระเบียบกรมการศาสนา ว่าด้วยองค์การศาสนาต่าง ๆ พ.ศ. ๒๕๑๒ เป็นสภาประมุขบาทหลวงโรมันคาทอลิกแห่งประเทศไทยตามพระราชบัญญัตินี้

           

มาตรา ๔๕ ในวาระเริ่มแรก ให้รัฐมนตรีประกาศแต่งตั้งผู้แทนสภาประมุขบาทหลวงโรมันคาทอลิกแห่งประเทศไทยจำนวนแปดคน  ผู้แทนสภาคริสตจักรในประเทศไทยจำนวนสองคน ผู้แทนสหกิจคริสเตียนแห่งประเทศไทยจำนวนสองคน  ผู้แทนมูลนิธิคริสตจักรคณะแบ๊บติสต์ในประเทศไทยจำนวนสองคน และผู้แทนมูลนิธิเซเวนธ์เดย์แอ๊ดเวนตีสแห่งประเทศไทยจำนวนสองคน เป็นคณะกรรมการส่งเสริมองค์การศาสนาคริสต์    

            ให้คณะกรรมการส่งเสริมองค์การศาสนาคริสต์ตามวรรคหนึ่งปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะมีการประกาศแต่งตั้งคณะกรรมการส่งเสริมองค์การศาสนาคริสต์ตามมาตรา ๗ 

 

            มาตรา ๔๖  ให้เขตมิสซังกรุงเทพฯ  และเขตมิสซังท่าแร่-หนองแสง  ซึ่งเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติว่าด้วยลักษณะ ฐานะ ของวัดบาทหลวงโรมันคาทอลิกในกรุงสยาม เป็นเขตศาสนปกครองตามพระราชบัญญัตินี้

            ให้นายทะเบียนตรวจสอบ และรับจดแจ้งจัดทำทะเบียนเขตศาสนปกครองตามวรรคหนึ่งให้เป็นปัจจุบันภายในระยะเวลาหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับตั้งแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ

 

มาตรา ๔๗  ให้องค์การศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนท์ซึ่งได้รับการรับรองฐานะองค์การทางศาสนาตามระเบียบกรมการศาสนา ว่าด้วยองค์การศาสนาต่าง ๆ พ.ศ. ๒๕๑๒ อยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ดำเนินการจดทะเบียนจัดตั้งองค์การศาสนาคริสต์ต้นสังกัดนิกายโปรเตสแตนท์ตามมาตรา ๒๔  ภายในกำหนดระยะเวลาหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับตั้งแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ  ดังนี้

(๑)     สภาคริสตจักรในประเทศไทย ให้ดำเนินการจดทะเบียนจัดตั้งองค์การศาสนาคริสต์ต้นสังกัดนิกายโปรเตสแตนท์ในนาม สภาคริสตจักรในประเทศไทย

(๒)    สหกิจคริสเตียนแห่งประเทศไทย ให้ดำเนินการจดทะเบียนจัดตั้งองค์การศาสนาคริสต์ต้นสังกัดนิกายโปรเตสแตนท์ในนาม สหกิจคริสเตียนแห่งประเทศไทย

(๓)    มูลนิธิคริสตจักรคณะแบ๊บติสต์ในประเทศไทย ให้ดำเนินการจดทะเบียนจัดตั้งองค์การศาสนาคริสต์ต้นสังกัดนิกายโปรเตสแตนท์ในนาม สหคริสตจักรแบ๊บติสต์ในประเทศไทย

(๔)    มูลนิธิเซเวนธ์เดย์แอ๊ดเวนตีสแห่งประเทศไทย ให้ดำเนินการจดทะเบียนจัดตั้งองค์การศาสนาคริสต์ต้นสังกัดนิกายโปรเตสแตนท์ในนาม คริสตจักรเซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนตีสแห่งประเทศไทย

ให้นายทะเบียนพิจารณาและดำเนินการจดทะเบียนจัดตั้งองค์การศาสนาคริสต์ต้นสังกัดนิกายโปร เตสแตนท์ตามวรรคหนึ่งให้เสร็จสิ้นภายในกำหนดระยะเวลาสามสิบวันนับตั้งแต่วันที่ได้รับคำขอจดทะเบียนจากองค์การศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนท์ซึ่งได้รับการรับรองฐานะองค์การทางศาสนาตามวรรคหนึ่ง

 เมื่อได้ดำเนินการจดทะเบียนจัดตั้งองค์การศาสนาคริสต์ต้นสังกัดนิกายโปรเตสแตนท์ตามมาตรา ๑๘  แล้ว ให้กรมการศาสนายกเลิกการรับรองฐานะองค์การทางศาสนาขององค์การศาสนาคริสต์นิกายโปร เตสแตนท์ที่ได้ดำเนินการจดทะเบียนจัดตั้งองค์การศาสนาคริสต์ต้นสังกัดนิกายโปรเตสแตนท์แล้ว   

 

            มาตรา ๔๘  ให้คริสตศาสนสถานที่จัดตั้งตามธรรมนูญหรือข้อบังคับขององค์การทางศาสนาคริสต์ที่ได้รับการรับรองฐานะองค์การทางศาสนาตามระเบียบกรมการศาสนา ว่าด้วยองค์การศาสนาต่าง ๆ พ.ศ. ๒๕๑๒ หรือคริสตศาสนาสถานที่จัดตั้งขึ้นตามธรรมนูญหรือข้อบังคับของเขตมิสซังกรุงเทพฯ และเขตมิสซังท่าแร่-หนองแสงตามพระราชบัญญัติว่าด้วยลักษณะ ฐานะ ของวัดบาทหลวงโรมันคาทอลิกในกรุงสยาม อยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งการรับรองคริสตศาสนสถานตามมาตรา ๒๕ จากองค์การศาสนาคริสต์ต้นสังกัดภายในกำหนดเวลาหนึ่งปี นับจากวันที่องค์การศาสนาคริสต์ต้นสังกัดได้รับการจดทะเบียนจัดตั้ง   

 

มาตรา ๔๙  การโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินขององค์การทางศาสนาคริสต์ที่ได้รับการรับรองฐานะองค์การทางศาสนาตามระเบียบกรมการศาสนา ว่าด้วยองค์การศาสนาต่าง ๆ พ.ศ. ๒๕๑๒ ไปยังองค์การศาสนาคริสต์ต้นสังกัดนิกายโปรเตสแตนท์ตามมาตรา ๔๗ วรรคหนึ่ง และการโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินของเขตมิสซังกรุงเทพฯ และเขตมิสซังท่าแร่-หนองแสงตามพระราชบัญญัติว่าด้วยลักษณะ ฐานะ ของวัดบาทหลวงโรมันคาทอลิกในกรุงสยาม ไปยังเขตศาสนปกครองที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัตินี้  ภายในกำหนดเวลาสองปีนับตั้งแต่วันที่ได้รับการจดทะเบียนจัดตั้งองค์การศาสนาคริสต์ต้นสังกัดนิกายโปรเตสแตนท์ หรือนับตั้งแต่วันที่ได้รับการจดทะเบียนจัดตั้งเขตศาสนปกครอง ให้ได้รับการยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียนในการจดทะเบียนการโอนอสังหาริมทรัพย์

 

 

            มาตรา ๕๐  ให้บัตรประจำตัวผู้สอนศาสนาที่ออกให้โดยเขตมิสซังซึ่งได้จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยลักษณะฐานะของวัดบาทหลวงโรมันคาทอลิกในกรุงสยาม หรือองค์การทางศาสนาคริสต์ซึ่งได้รับการรับรองฐานะองค์การทางศาสนาตามระเบียบกรมการศาสนา ว่าด้วยองค์การศาสนาต่าง ๆ พ.ศ. ๒๕๑๒  เป็นอันใช้ต่อไปได้จนกว่าบัตรประจำตัวผู้สอนศาสนาดังกล่าวจะสิ้นอายุ หรือจนกว่าจะพ้นกำหนดเวลาหกสิบวันนับแต่วันที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดแบบบัตรประจำตัวผู้สอนศาสนา 

 

มาตรา ๕๑  บรรดาระเบียบ ประกาศ และคำสั่งอื่นใดเกี่ยวกับองค์การศาสนาคริสต์ที่ใช้บังคับอยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ใช้บังคับต่อไปจนกว่าจะมีกฎกระทรวง ข้อบังคับ ระเบียบ ประกาศ และคำสั่งตามพระราชบัญญัตินี้

 

            มาตรา ๕๒  กรณีที่ไม่มีบทบัญญัติใดกำหนดไว้เกี่ยวกับองค์การศาสนาคริสต์ที่จะต้องดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้  ให้เป็นไปตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดโดยคำแนะนำของคณะกรรมการส่งเสริมองค์การศาสนาคริสต์ 

 

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

           นายกรัฐมนตรี